แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดหุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บัตรเครดิต & ตลาดหุ้น...หลักการกับปฏิบัติมันไม่เหมือนกัน

เคยคิดไหมว่าสิ่งที่เราเรียนมาตั้งแต่อนุบาล จนกระทั่งปริญญานั้นมีอะไรบ้างที่เรายังจำและยังใช้ได้ในปัจจุบัน??

เราได้ความรู้ แต่จะรู้แบบไหนกันบ้างหละ

บางคนนำความรู้มาใช้ในทางด้านที่ดีก็เป็นประโยชน์แก่ตนเองและประเทศชาติ แต่บางคนก็นำความรู้แบบเดียวกันนั้นมาทำสิ่งที่เลวร้าย ตนเองก็รุ่งเรืองแต่ประเทศนั้นรุ่งริ่ง ความรู้ก็เหมือนดาบสองคมซึ่งมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ขึ้นอยู่กับคนที่นำมาใช้นั้นตีความว่าอย่างไร จากหลักการที่วางแผนมาดีแต่พอนำมาปฏิบัติแล้วก็ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้เพราะหลักการไม่ได้รวมปัจจัยผันแปรตัวสำคัญเข้าไปด้วย ซึ่งก็คือ อารมณ์ของมนุษย์

กำลังจะบอกว่า "ทฤษฎีกับปฏิบัติมันไม่เหมือนกัน"

ฟังหลักการใช้บัตรเครดิตก็ดีนะ สมมติเราซื้อสินค้าโดยใช้บัตรเครดิตวันนี้ก็ยังไม่ต้องจ่าย จะนำเงินมาชำระหลังจากนี้อีก 45 วัน(หรือแล้วแต่นโยบายของบัตรแต่่ละใบ) ระหว่าง 45 วันนั้นก็นำเงินไปสร้างดอกผลอย่างอื่น เช่น ฝากธนาคาร ไปลงทุน ให้เพื่อนยืมเงินฯลฯ พอถึงกำหนดเวลาก็นำมาจ่าย ได้ประโยชน์เพราะเราสามารถสร้างดอกผลจากเงินได้ถึง 45 วัน ฟังแล้วดูดีไปหมดเลยจริงๆ ขอถามหน่อยว่ามีใครทำตามหลักการที่คนขายบัตรเครดิตบอกบ้าง รบกวนเมล์มาบอกด้วยว่าคุณมีวิธีการลงทุนอย่างไรเืพื่อให้ผลตอบแทนภายใน 45 วัน ถ้าบอกว่าเอาไปลงทุนในหุ้นก็ได้ แต่คงยิ้มได้ตอนหุ้นขึ้นนะคะ ถ้าหุ้นลงหละก็เงินที่จะเอามาจ่ายก็หายไปไม่พอจ่ายเหมือกัน หลักการไม่ได้รวมอารมณ์ความฟุ้งเฟ้อของคนเข้าไปด้วย การจ่ายโดยใช้บัตรเครดิตเราไม่รู้ว่าจ่ายไปแล้วเท่าไหร่บ้างเพราะเงินสดไม่ได้ผ่านมือ กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็สิ้นเดือนตอนที่ใบเรียกเก็บหนี้มานั่นแหละ การใช้จ่ายโดยใช้เงินสดหรือบัตรเดบิตยังดีกว่าการใช้บัตรเีึครดิต เพราะมันจำกัดอยู่ในวงเงินที่เรามีอยู่ เราก็รู้หน้าตักตัวเองว่ามีเท่าไหร่

จากโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่โหมโฆษณาจนแทบจำไม่ได้ละว่าโปรนี้ของบริษัทไหน โฆษณามากกว่าการรณรงค์ให้คนมาออมเงินซะอีก ไหนว่าอยากให้คนออมเงินมากขึ้นไงจ๊ะ ยิ่งรูดยิ่งได้แต้ม ยิ่งได้ของรางวัล เราเห็นแก่ส่วนลดหรือของขวัญก็ไม่ผิด แต่มันจะเริ่มหงุดหงิดกับยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้น เราน่าจะเริ่มรู้สึกผิดได้แล้วว่าเราใช้จ่ายเกินความจำเป็นรึเปล่า มีเจ้าหน้าที่ธนาคารหนึ่งเคยบอกว่ารูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อกองทุนเราจะได้แต้มสะสมเยอะๆ ฟังแล้วปวดใจจริงๆ หลักการ 45 วันเหมือนกข้างบนเป๊ะ ก็อยากจะถามเค้าเหมือนกันว่าตัวเองทำได้อย่างที่พูดรึเปล่า ถ้าเรารูดบัตรเครดิตซื้อกองทุนแล้วพอถึงกำหนดชำระแล้วมีเงินจ่ายก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าซื้อกองทุนไปแล้ว ได้แต้มมาแบบถล่มทะลาย แต่ไม่มีเงินจ่ายตอนเรียกเก็บหนี้ ทำให้เสียดอกเบี้ยเนี้ย "มันคุ้มไหมจ๊ะ" ก็คงตลกดีเนอะถ้านำเงินที่ประหยัดภาษีได้มาจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่รูดมาจ่ายซื้อกองทุน

ฟังหลักการของการลงทุนในหุ้นก็ดี เพราะซื้อแล้วให้คิดว่าเราเป็นเจ้าของกิจการ ซื้อแล้วถือยาวเพื่อรอรับปันผล อย่างน้อยกว่ามากกว่าฝากประจำ เป็นการลงทุนทางเลือกที่ทำให้เงินงอกเงย เราดูปัจจัยพื้นฐาน งบการเงินโน้นนี่นั่นเต็มไปหมด ดูเทคนิคแนวรับแนวต้าน เพื่อเข้าใจจังหวะในการซื้อขาย นักลงทุนบางคนคิดว่าหุ้นตัวนี้พื้นฐานดีมากแต่ทำไมราคาถึงไม่ไปไหน ก็เลยขายทิ้งปันใจไปให้ัตัวอื่น แล้วหุ้นตัวนั้นก็วิ่งขึ้นทันตาเห็น ถ้าเป็นนักลงทุนในหุ้นอยู่แล้วก็จะรู้ว่าเป็นอย่างไรและวิธีการลงทุนในปัจจุบันมีอะไรบ้าง ไม่งั้นคำว่า "แมงเม่า" คงไม่เกิด ก็มองในมุมบวกว่าถ้าไม่มีการเก็งกำไรแล้วสภาพคล่องคงไม่เกิด ถึงแม้ว่าหลักการในการลงทุนจะดีแค่ไหนก็แพ้อารมณ์คนในตลาด อารมณ์ความโลภในการลงทุนนั้นก็เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และไม่สามารถตีมูลค่าได้(ถ้าความโลภสามารถตีมูลค่าได้เราคงเป็นเศรษฐีไปแล้วหละ) อารมณ์นี่แหละเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดมากกว่าพื้นฐานบริษัท

จากการบอกเล่าของคนรู้จักที่ไปเรียนเทคนิคเกี่ยวกับการเล่นหุ้น คอร์ททีละเป็นหมื่่นๆ ได้ยินแล้วเสียดายเงินแทน ก็บอกเค้าไปว่าทุกอย่างสามารถอ่านหนังสือเองได้  อ่านรอบแรกอาจจะยังไม่เข้าใจก็อ่านหลายๆครั้ง ไม่มีใครเก่งตั้งแต่ศึกษาครั้งแรกหรอกค่ะ เราก็ต้องเข้าฟังสัมมนามากๆซึ่งมีการจัดฟรีที่ตลาดหลักทรัพย์บ่อยๆ บางที่มีบริการส่งหุ้นเด็ดทาง SMS เสียเงินเดือนละหลายพัน(นี่หรอการลงทุนไม่ต่างกับการพนันหวยที่บอกเลขเด็ดรายงวด) ก็ยินดีด้วยสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จในวิธีการที่ทำให้ตนเองภาคภูมิใจในความร่ำรวยที่ได้จากความสูญเสียของคนอื่น โปรดอย่าโทษกรรมหรือคนที่ทำให้เราเสียเงิน เมื่อเราละความโลภให้ลดลงหรือทิ้งมันไปได้ก็จะทำให้จิตใจแจ่มใส และตาจะสว่างมากค่ะ



บทความน่าสนใจ


ทิศทางการตลาดเพื่อดูแนวโน้มหุ้นแห่งอนาคต


การเงินส่วนบุคคล ตอน การวิเคราะห์หนี้สิน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/01/blog-post_28.html







วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตลาดหุ้นกับการออมเงิน

ตลาดหุ้นคืออะไร ??

ฉันพึ่งมาทำความรู้จักกับมันเมื่อเกิดซับไพรม์ปี 2008 มันเกิดมาจากการอยากรู้ว่าประเทศไทยมาเกี่ยวข้องอะไรกับวิกฤตที่เราไม่ก่อด้วย ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก ยิ่งค้นคว้ายิ่งรู้สึกว่าทุนนิยมทำให้เกิดอะไรมากมายขนาดนี้เลยหรอ หลายครั้งที่อ่านเจอว่าบริษัทใหญ่ๆที่มีบุคคลที่เต็มไปด้วยความรู้มากมาย หรืออาจจะมีคนที่เก่งเกินคำบรรยายอยู่รวมกันเต็มไปหมด ก็สามารถทำผิดพลาดได้ไม่ต่างกับคนไม่รู้เรื่องอะไรเลย ดังนั้นถ้าเราเลือกที่จะอยู่ในโลกตลกๆใบนี้ได้ก็เลือกเป็นคนเก่งกลางๆดีกว่า คุณไม่ต้องเก่งมากก็สามารถลงทุนในตลาดหุ้นได้ แค่รู้จักตัวเองก็เพียงพอแล้ว(นั่นแหละประเด็น รู้จักตัวเอง??)





คุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าเราเข้ามาในตลาดหุ้นเืพื่ออะไร หลายครั้งที่เจอคำตอบว่า

  • เพื่อนแนะนำมาบอกว่าเล่นแล้วได้เงินดี(ลักษณะกล้าๆกลัวๆไม่กล้าตัดสินใจ)
  • เห็นคนอื่นเล่นแล้วได้เงินเร็วดี อยากเ่ล่นบ้าง ไม่ต้องทำงานก็รวยได้(ก็แน่หละถ้าได้เงินมาก็เล่าให้ฟังแต่ถ้าเสียเงินใครเค้าจะเล่าให้เสียฟอร์มหละ)
  • เป็น VI เข้ามาลงทุนเพราะอยากได้เงินปันผล $#@&%฿ (อันนี้หลักการแน่นแต่อย่าถามว่าปฏิบัติเป็นยังไง ให้พอร์ตหุ้นเป็นคำตอบละกัน พอเล่นจริงๆเห็นหุ้นคนอื่นวิ่งแล้วของตัวเองนิ่งๆก็ร้องว่าทำไมหุ้นไม่ขึ้นเลย อ้าว...บอกว่าเป็น VI ไงค่ะ จะตกใจไปทำไมถือยาวได้ไม่ใช่หรอ แล้วเราก็ทำความเข้าใจได้ว่าเค้าเป็น VI  3 วัน) 
  • เข้ามาลงทุนเพราะอยากจะเป็นนักลงทุนในบริษัทนั้นๆจริงๆ 
จากตัวอย่างตำตอบ 2 ข้อแรกแบบนี้อาจจะเข้ามาเสียเงินมากกว่า ต้องมาปรับความคิดกันใหม่ ต้องดับฝันความรวยกันก่อนว่าถ้าคุณคิดว่าเข้ามาในตลาดหุ้นแล้วรวยเลยก็เหมือนเอาเงินที่ปั้นมากับมือไปซื้ออะไรที่ไม่รู้จัก คิดว่าซื้อแล้วก็ขึ้น พอขายก็ได้เงิน แค่นี้เล่นไม่ยากก็ไปเล่นแถวชายแดนก็ได้ไม่ต้องมาที่ตลาดหุ้นให้ลำบากเลย หรือว่าหุ้นที่เค้าบอกมาว่าจะขึ้นเพราะข่าววงในโน้นนี่นั่น แล้วก็ซื้อนั่นแหละ คุณเป็นไม้สุดท้ายให้เค้าเลยหละ แล้วก็มานั่งบ่นว่าไม่น่าเลย รู้งี้.....ต้องมีสตินิดนึงนะค่ะ ถามตัวเองก่อนว่ารู้จักหุ้นตัวนั้นไหม เคยติดตามข่าวบ้างรึเปล่า งบการเงินเป็นยังไง อัตราการเติบโตเป็นอย่างไร ถ้าไม่เคยก็อย่าเลยค่ะ ลองคิดดูอีกแบบก็ได้ว่าถ้าเราจะซื้อรถสักคันก็ยังคิดอยู่ว่าแบรนด์อะไรดี คุณภาพแบบไหน ประกันยังไง อะไหล่หาง่ายรึเปล่า โน้นนี่นั่นเต็มไปหมด คิดสารพัด แต่ทำไมเวลาเราจะซื้อหุ้นที่เค้าบอกมาแล้วเราไม่รู้จักใช้เวลาซื้อไม่ถึง 5 นาที อย่าให้ความโลภเข้ายึดพื้นที่ในสมองจนหมด กลับมานั่งอ่านบทวิเคราะห์ ไปฟังสัมมนาบ่อยๆ ไม่ต้องรีบที่จะลงทุนในสิ่งที่คุณไม่รู้ เติมความรู้ให้จนเต็มจนมั่นใจแล้วค่อยลงทุน ตลาดหุ้นรอนักลงทุนที่มีคุณภาพอยู่ตลอดเวลาค่ะ

จากตัวอย่างคำตอบที่ 3 หลักการเยอะ ถ้าจะให้ปฏิบัติได้จริงต้องไปนั่งวิปัสสนาในวัดก่อนเล่นจริงเพราะต้องไปฝึกใจให้นิ่งมากกว่านี้ อย่าให้ความกลัวหรือข่าวสารครอบงำมากเกินไป เพราะสุดท้ายหลักการที่อ่านมาก็เป็นได้แค่หลักการจริงๆ คิดจะซื้อลงทุนก็ซื้อแล้วไปทำงานซะจะได้ไม่ฟุ้งจนเกินไป เพราะถ้าฟุ้งมากๆ ระบบการลงทุนก็จะเสีย แถมงานจริงที่ทำหาเลี้ยงชีพก็จะเสียงานไปด้วย

จากตัวอย่างคำตอบที่ 4 อันนี้ก็เป็นแนว VI จ๋ามาเลย ตามหลักการเป๊ะๆ เลือกซื้อหุ้นแล้วถือรอปันผล ปรับพอร์ตบ้างตามกลยุทธ์การลงทุนที่วางไว้ แบบนี้เล่นไม่ยากซื้อแล้วถือยาวมันแจ่มเสมอ เราชอบวิธีนี้ที่สุด เพราะเป็นการออมเงินในหุ้น เลือกตัวที่ปันผลสูงๆ ลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจ วิธีการออมอาจจะเป็นการทะยอยซื้อหุ้นตัวเดียวกันทุกเดือนๆในปริมาณเงินที่เท่ากัน หรือที่เราเรียกว่า Dollar Costing Average  จากสถิติแล้วผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ แต่ก็ไม่ควรลงทุนในตลาดหุ้นมากเกินไปเพราะจะมีความเสี่ยงมากเกินไป ควรจัดสัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ให้เหมาะกับช่วงอายุและเป้าหมายการเงินของแต่ละบุคคลด้วย

หลักการแบบต่างๆที่ถูกนำมาเป็นแบบอย่างเช่น แบบ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ,วอร์เรน บัฟเฟตต์ ฯลฯ ซึ่งหลักการแต่ละแบบที่เราศึกษาก็ต้องมาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง อย่าน้อยเราก็มีแนวทางในการลงทุนเพื่อต่อยอดให้มีกลยุทธ์การลงทุนอื่นๆอีกตามมา



"ตลาดหุ้นก็เหมือนคนซึ่งมีหลายแง่มุม เพียงแต่ว่าเราจะเลือกมองที่มุมไหนเท่านั้นเอง"


บทความน่าสนใจ

ทิศทางการตลาดเพื่อดูแนวโน้มหุ้นแห่งอนาคต

บัตรเครติต & ตลาดหุ้น...หลักการกับปฎิบัติมันไม่เหมือนกัน