แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บัตรเครดิตที่เราต้องรู้




ช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้เปิดทีวีมีแต่โฆษณาบัตรเครดิตหรือการให้สินเชื่อส่วนบุคคลออกมามากมาย จนจำแทบไม่ได้ว่าโฆษณานี้เป็นบัตรของธนาคารอะไร โปรโมชั่นแลกแต้มออกมาเกลื่อนกลาดเพื่อมาดูดกำลังซื้อในอนาคตของเรามาใช้ในปัจจุบันให้หมด

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

สรุปว่าตอนนี้เค้าก็เริ่มทำสำเร็จแล้วเพราะกำลังซื้อของพวกเราก็เริ่มหดหาย ถ้าปลูกฝังวิธีการใ้ช้เงินในอนาคตให้รุ่นลูกหลานของเราติดนิสัยบริโภคเงินอากาศที่เป็นบัตรเครดิตแบบนี้ต่อไป ก็อาจจะให้ลูกหลานของเราดึงเงินในอนาคตตอนเกษียณมาใช้เลยก็ได้ ข้อดีของบัตรเครดิตก็มีนะถ้าเรามีวินัยทางการเงินที่ดีพอ แต่ขอถามคำเดียวว่า "มีกี่คนที่ทำได้แบบนั้นบ้าง" น่าจะมีบทวิจัยที่ออกมาสนับสนุนเกี่ยวกับบัตรเครดิตว่า คนที่ใช้บัตรเครดิตแล้วประสบความสำเร็จไม่มีหนี้สินกองท่วมหัวเค้าทำกันอย่างไร มีจำนวนเท่าไหร่จากจำนวนผู้ใช้บัตรทั้งหมด มีพฤติกรรมการใช้บัตรอย่างไรเพื่อให้คนอื่นทำตามบ้าง

มันก็เกิดเป็นคำถามขึ้นในใจว่า....

"ระหว่างงบประมาณที่สร้างให้คนมีวินัยทางการเงิน
กับงบประมาณที่แก้ไขปัญหาหลังจากคนมีหนี้สิน
อะไรใช้งบประมาณมากกว่ากัน??"

คำตอบ ==> ไม่รู้ว่าใช้งบประมาณเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุหรือปลายเหตุ

เคยดูหนังเรื่องนึงที่กล่าวถึงพ่อที่สูบบุหรี่แล้วเลิกไม่ได้จนลูกสาวมีอาการทางการหายใจจนป่วยเป็นโรค สุดท้ายพ่อก็เลิกบุหรี่ได้เพราะต้องการรักษาชีวิตลูกสาวไม่ให้มีอาการแย่ไปกว่าเดิม

ตัวละครในเรื่องโต้เถียงด้วยคำพูดที่ว่า.....
- ถ้าไม่มีคนผลิตบุหรี่ ก็ไม่มีคนสูบบุรี่หรอกนะ
- ถ้าไม่มีคนอยากสูบบุหรี่ ก็ไม่มีใครผลิตบุหรี่ขายหรอกนะ



นั่นซิ..ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบอาการป่วยของหญิงสาวคนนี้ระหว่างคนสูบกับคนผลิต??

นั่นซิ...ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบวินัยทางการเงินของเราดีหละระหว่าง.............กับ..........??

คงไม่ต้องหาใครร่วมรับผิดชอบนอกจากการสร้างวินัยให้ตนเอง

เมื่อวันก่อนเห็นตัวอย่างโฆษณาบน BTS เรื่องของรู้ทันบัตรเครดิตซึ่งศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริหารทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดทำขึ้น (โดยผู้ที่มีปัญหาทางการเงินในรูปแบบต่างๆสามารถโทรได้ที่ 1213) ไปหาดูใน YouTube อธิบายวิธีการคิดดอกเบี้ยของบัตรเครดิตที่เข้าใจง่ายมาก นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้บัตรเครดิตให้เข้าใจและวางแผนทางการจ่ายเงินได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

ตอนที่ 1 บัตรเครดิต คิดก่อนใช้


ตอนที่ 2 บัตรเครดิตใช้อย่างไรให้เหมาะสม


ตอนที่ 3 ไม่ได้รับความเป็นธรรม จะทำอย่างไรดี

"หนี้สินเราสร้างได้ แต่ต้องอยู่ในวงที่เราควบคุมได้"

บทความน่าสนใจ

งดเหล้า เลิกบุหรี่ สุขภาพดีและมีเงินออม 
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post.html

สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

บทเรียนจากแบบฝึกหัดเขียน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_6.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

สร้างเงินล้านได้จากเงินสะสม 6,209 บาท
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/09/6209.html

อ่านหนังสือสร้างโลก
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_20.html

ลูกจะมีวินัยทางการเงินหรือไม่นั้นต้องเริ่มจากพ่อกับแม่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_4.html

มีเงิน 5 หมื่นออมอะไรดี
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/5.html

ต้นทุนชีวิต - มีมูลค่าเท่าไหร่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/05/blog-post.html

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บัตรเครดิต & ตลาดหุ้น...หลักการกับปฏิบัติมันไม่เหมือนกัน

เคยคิดไหมว่าสิ่งที่เราเรียนมาตั้งแต่อนุบาล จนกระทั่งปริญญานั้นมีอะไรบ้างที่เรายังจำและยังใช้ได้ในปัจจุบัน??

เราได้ความรู้ แต่จะรู้แบบไหนกันบ้างหละ

บางคนนำความรู้มาใช้ในทางด้านที่ดีก็เป็นประโยชน์แก่ตนเองและประเทศชาติ แต่บางคนก็นำความรู้แบบเดียวกันนั้นมาทำสิ่งที่เลวร้าย ตนเองก็รุ่งเรืองแต่ประเทศนั้นรุ่งริ่ง ความรู้ก็เหมือนดาบสองคมซึ่งมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ขึ้นอยู่กับคนที่นำมาใช้นั้นตีความว่าอย่างไร จากหลักการที่วางแผนมาดีแต่พอนำมาปฏิบัติแล้วก็ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้เพราะหลักการไม่ได้รวมปัจจัยผันแปรตัวสำคัญเข้าไปด้วย ซึ่งก็คือ อารมณ์ของมนุษย์

กำลังจะบอกว่า "ทฤษฎีกับปฏิบัติมันไม่เหมือนกัน"

ฟังหลักการใช้บัตรเครดิตก็ดีนะ สมมติเราซื้อสินค้าโดยใช้บัตรเครดิตวันนี้ก็ยังไม่ต้องจ่าย จะนำเงินมาชำระหลังจากนี้อีก 45 วัน(หรือแล้วแต่นโยบายของบัตรแต่่ละใบ) ระหว่าง 45 วันนั้นก็นำเงินไปสร้างดอกผลอย่างอื่น เช่น ฝากธนาคาร ไปลงทุน ให้เพื่อนยืมเงินฯลฯ พอถึงกำหนดเวลาก็นำมาจ่าย ได้ประโยชน์เพราะเราสามารถสร้างดอกผลจากเงินได้ถึง 45 วัน ฟังแล้วดูดีไปหมดเลยจริงๆ ขอถามหน่อยว่ามีใครทำตามหลักการที่คนขายบัตรเครดิตบอกบ้าง รบกวนเมล์มาบอกด้วยว่าคุณมีวิธีการลงทุนอย่างไรเืพื่อให้ผลตอบแทนภายใน 45 วัน ถ้าบอกว่าเอาไปลงทุนในหุ้นก็ได้ แต่คงยิ้มได้ตอนหุ้นขึ้นนะคะ ถ้าหุ้นลงหละก็เงินที่จะเอามาจ่ายก็หายไปไม่พอจ่ายเหมือกัน หลักการไม่ได้รวมอารมณ์ความฟุ้งเฟ้อของคนเข้าไปด้วย การจ่ายโดยใช้บัตรเครดิตเราไม่รู้ว่าจ่ายไปแล้วเท่าไหร่บ้างเพราะเงินสดไม่ได้ผ่านมือ กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็สิ้นเดือนตอนที่ใบเรียกเก็บหนี้มานั่นแหละ การใช้จ่ายโดยใช้เงินสดหรือบัตรเดบิตยังดีกว่าการใช้บัตรเีึครดิต เพราะมันจำกัดอยู่ในวงเงินที่เรามีอยู่ เราก็รู้หน้าตักตัวเองว่ามีเท่าไหร่

จากโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่โหมโฆษณาจนแทบจำไม่ได้ละว่าโปรนี้ของบริษัทไหน โฆษณามากกว่าการรณรงค์ให้คนมาออมเงินซะอีก ไหนว่าอยากให้คนออมเงินมากขึ้นไงจ๊ะ ยิ่งรูดยิ่งได้แต้ม ยิ่งได้ของรางวัล เราเห็นแก่ส่วนลดหรือของขวัญก็ไม่ผิด แต่มันจะเริ่มหงุดหงิดกับยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้น เราน่าจะเริ่มรู้สึกผิดได้แล้วว่าเราใช้จ่ายเกินความจำเป็นรึเปล่า มีเจ้าหน้าที่ธนาคารหนึ่งเคยบอกว่ารูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อกองทุนเราจะได้แต้มสะสมเยอะๆ ฟังแล้วปวดใจจริงๆ หลักการ 45 วันเหมือนกข้างบนเป๊ะ ก็อยากจะถามเค้าเหมือนกันว่าตัวเองทำได้อย่างที่พูดรึเปล่า ถ้าเรารูดบัตรเครดิตซื้อกองทุนแล้วพอถึงกำหนดชำระแล้วมีเงินจ่ายก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าซื้อกองทุนไปแล้ว ได้แต้มมาแบบถล่มทะลาย แต่ไม่มีเงินจ่ายตอนเรียกเก็บหนี้ ทำให้เสียดอกเบี้ยเนี้ย "มันคุ้มไหมจ๊ะ" ก็คงตลกดีเนอะถ้านำเงินที่ประหยัดภาษีได้มาจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่รูดมาจ่ายซื้อกองทุน

ฟังหลักการของการลงทุนในหุ้นก็ดี เพราะซื้อแล้วให้คิดว่าเราเป็นเจ้าของกิจการ ซื้อแล้วถือยาวเพื่อรอรับปันผล อย่างน้อยกว่ามากกว่าฝากประจำ เป็นการลงทุนทางเลือกที่ทำให้เงินงอกเงย เราดูปัจจัยพื้นฐาน งบการเงินโน้นนี่นั่นเต็มไปหมด ดูเทคนิคแนวรับแนวต้าน เพื่อเข้าใจจังหวะในการซื้อขาย นักลงทุนบางคนคิดว่าหุ้นตัวนี้พื้นฐานดีมากแต่ทำไมราคาถึงไม่ไปไหน ก็เลยขายทิ้งปันใจไปให้ัตัวอื่น แล้วหุ้นตัวนั้นก็วิ่งขึ้นทันตาเห็น ถ้าเป็นนักลงทุนในหุ้นอยู่แล้วก็จะรู้ว่าเป็นอย่างไรและวิธีการลงทุนในปัจจุบันมีอะไรบ้าง ไม่งั้นคำว่า "แมงเม่า" คงไม่เกิด ก็มองในมุมบวกว่าถ้าไม่มีการเก็งกำไรแล้วสภาพคล่องคงไม่เกิด ถึงแม้ว่าหลักการในการลงทุนจะดีแค่ไหนก็แพ้อารมณ์คนในตลาด อารมณ์ความโลภในการลงทุนนั้นก็เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และไม่สามารถตีมูลค่าได้(ถ้าความโลภสามารถตีมูลค่าได้เราคงเป็นเศรษฐีไปแล้วหละ) อารมณ์นี่แหละเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดมากกว่าพื้นฐานบริษัท

จากการบอกเล่าของคนรู้จักที่ไปเรียนเทคนิคเกี่ยวกับการเล่นหุ้น คอร์ททีละเป็นหมื่่นๆ ได้ยินแล้วเสียดายเงินแทน ก็บอกเค้าไปว่าทุกอย่างสามารถอ่านหนังสือเองได้  อ่านรอบแรกอาจจะยังไม่เข้าใจก็อ่านหลายๆครั้ง ไม่มีใครเก่งตั้งแต่ศึกษาครั้งแรกหรอกค่ะ เราก็ต้องเข้าฟังสัมมนามากๆซึ่งมีการจัดฟรีที่ตลาดหลักทรัพย์บ่อยๆ บางที่มีบริการส่งหุ้นเด็ดทาง SMS เสียเงินเดือนละหลายพัน(นี่หรอการลงทุนไม่ต่างกับการพนันหวยที่บอกเลขเด็ดรายงวด) ก็ยินดีด้วยสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จในวิธีการที่ทำให้ตนเองภาคภูมิใจในความร่ำรวยที่ได้จากความสูญเสียของคนอื่น โปรดอย่าโทษกรรมหรือคนที่ทำให้เราเสียเงิน เมื่อเราละความโลภให้ลดลงหรือทิ้งมันไปได้ก็จะทำให้จิตใจแจ่มใส และตาจะสว่างมากค่ะ



บทความน่าสนใจ


ทิศทางการตลาดเพื่อดูแนวโน้มหุ้นแห่งอนาคต


การเงินส่วนบุคคล ตอน การวิเคราะห์หนี้สิน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/01/blog-post_28.html







วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีการเป็นเจ้านายบัตรเครดิต



รู้สึกดีใจนิดๆเมื่อรู้ว่าน้องที่ทำงานที่มีชีวิตลั้นลากับการรูดปรื๊ด ๆ นั้นเลิกการใช้บัตรเครดิตอย่างเด็ดขาด จากแต่ก่อนที่บอกว่าตนเองนั้นมีวินัยทางการเงิน ไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตอย่างแน่นอน เราก็เตือนด้วยความหวังดีว่าใช้เท่าที่มี อย่าเอาเงินในอนาคตมาใช้ ถ้าเตือนแล้วไม่ฟังก็ต้องให้ประสบการณ์เป็นเครื่องนำทาง หลังจากเปิดใช้บัตรเครดิตได้ไม่กี่เดือนก็เห็นผล ใช้บัตรกันสนุกสนานสำราญใจ เมื่อใช้แรกๆก็มีวินัยจ่ายตรง ใช้รูดเล็กๆน้อยๆ แต่พอหลังๆเริ่มติดเป็นนิสัย จากเงินต้นก็มีดอกออกผลเรื่อยๆ ในระยะหลังๆมาเริ่มไม่ไหวกับสภาพหนี้ที่เป็นอยู่ โชคดีมากๆที่ทางบ้านสามารถช่วยเหลือได้ น้องเค้าก็เลยสามารถมาชำระหนี้ได้หมด แล้วยกเลิกบัตรเครดิตทันที

ถ้ามองอีกมุมหนึ่งในกรณีที่ทางบ้านไม่สามารถจ่ายหนี้ให้ได้สภาพจะเป็นอย่างไร คงไม่พ้นวิธีหยิบยืมเงินจากคนอื่น หรือไม่ก็เปิดบัตรเครดิตอีกสักสองสามใบ  โดยการโอนหนี้จากบัตรเครดิตที่เก็บอัตราดอกเบี้ยสูงไปที่บัตรที่เก็บอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แล้วรีบชำระหนี้ เป็นอย่างนี้วนไปเรื่อยๆไม่จบสักที จะจบรอบได้ก็ต่อเมื่อเราหยุดแล้วพอใจกับการใช้เท่าที่หาได้เท่านั้น

เปิดเจอเพลงนี้ฟังแล้วฮาดีเลยเอามาแชร์ มาดูว่าจะเหมือนเรารึเปล่า
ชื่อเพลง โอ้เจ้าหนี้



วิธีการเป็นเจ้านายบัตรเครดิต (อย่าเป็นทาสมันโดยการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น)

- อย่าเห็นแก่แต้มสะสม

บางคนเคยไปเดินเลือกซื้อของบางครั้งได้รับคำแนะนำจากผู้ขายสินค้าว่า "ซื้อของเพิ่มอีกนิดก็ได้ของแถมแล้ว" เราก็คิดว่าอีกนิดคงไม่เป็นไรแล้วได้ของแถมอีกด้วย แล้วเราก็กลับบ้านมาด้วยสินค้าอีกอย่างนึงที่เกินความจำเป็นและไม่รู้ว่าซื้อมาเพราะอะไร รู้แต่ว่าได้ของแถมก็คุ้มแล้ว (จริงหรอ) โปรโมชั่นสะสมแต้มของบัครเครดิตก็ทำให้เราใช้ของเกินความจำเป็นเหมือนกัน รูดอีกนิดนึงก็จะได้แต้มแลกกล้องถ่ายรูปได้แล้ว ทั้งๆที่ไปซื้อกล้องถ่ายรูปเองราคาถูกกว่า 

จากตัวอย่างคนใกล้ตัวที่ทั้งบ้านมีแต่ของสะสมแลกแต้มจากบัตรเครดิต ไม่ใช่เพราะตั้งใจจะแลกแต้มแต่เป็นเพราะซื้อสินค้าผ่านบัตรเครดิตมาขายโดยนำบัตรเครดิตมาเป็นเงินหมุน เช่น สมมติว่าระยะเวลาการจ่ายยอดหนี้คือ 45 วัน ดังนั้นสินค้าที่เค้าใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าต้องขายให้หมดภายใน 45 วันหรือก่อนครบกำหนดชำระ ถ้าทำได้ก็ไม่ต่างกับการจับเสือมือเปล่า เหมือนเป็นการยืมเงินมาซื้อก่อน พอเราเปลี่ยนสินค้าเป็นเงินแล้วก็นำไปคืน ที่เหลือเป็นกำไร เป็นการซื้อในปริมาณมากๆทำให้มีแต้มสะสมมาก แต่ก็มีความเสี่ยงถ้าไม่สามารถขายของได้ก่อนครบกำหนดชำระอาจจะมีผลต่อเงินที่ต้องไปชำระหนี้ 

แต่วิธีใช้บัตรเครดิตของคนทั่วไปนั้นนำมาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า ไม่สามารถก่อให้เกิดรายได้ การซื้อของในปริมาณน้อยทำใ้ห้แต้มสะสมน้อย เลยใช้จ่ายเยอะๆเพื่อแลกแต้ม สุดท้ายก็บริโภคเกิดความสามารถในการหารายได้ ไม่พ้นภาวะการก่อนหนี้โดยไม่จำเป็น อย่าเห็นแก่แต้มสะสมเลยค่ะ บอกได้เลยว่ามันไม่คุ้ม 

-อย่าใช้บัตรเครดิตซื้อสินทรัพย์เพื่อการลงทุน

บัตรเครดิตก็คือการกู้ยืมเงินในอนาคตมาใช้ แล้วทำไมเราต้องเอาเงินกู้ยืมมาลงทุนด้วยหละ มันจะคุ้มไหมกับการนำอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนมาชำระหนี้บัตรเครดิต  เพราะการก่อหนี้จากบัตรเครดิตเป็นหนี้ระยะสั้น แต่สินทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นการลงทุนเพื่อความมั่งคั่่งระยะยาว มันไม่ค่อยสมเหตุผลเท่าไหร่ที่จะนำหนี้ระยะสั้นมาลงทุนสร้างผลตอบแทนระยะยาว ลองพิจารณาง่ายๆว่าหนี้ที่ต้องถึงกำหนดชำระอีกไม่กี่วันข้างหน้าแต่ผลตอบแทนจากการลงทุน(เช่น หุ้น กองทุนรวม ทองคำ ฯลฯ) ยังไม่บังเกิดเป็นดอกผลกันเลย แล้วจะนำเงินที่ใดเล่ามาชำระหนี้เจ้า่ค่ะ ควรเลือกเครืื่่องมือให้เหมาะสมกับการลงทุน สมมติว่าคุณอยู่กรุงเทพฯแล้วต้องการเิดินทางไปเที่ยวปาย คุณจะเลือกวิธีการเดินทางแบบใด นั่งเครื่องบิน ขับรถยนต์ เช่ารถ นั่งรถไฟ ขี่มอเตอร์ไซด์ ขี่จักรยาน ฯลฯ วิธีการเดินทางแต่ละแบบก็มีความเสี่ยงแตกต่างกัน ถ้าคุณใช้บัตรเครดิตซื้้อสินทรัพย์เพื่อการลงทุนก็เหมือนกันการขี่มอเตอร์ไซด์ไปเที่ยวปายนั่นเอง ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นตลอดการเดินทางแน่นอน

กลยุทธ์ทางการตลาดโดยใช้โปรโมชั่นบัตรเครดิตชำระค่าซื้อกองทุนรวม แล้วได้แต้มสะสมเพื่อแลกของรางวัล บางครั้งอาจจะลดหย่อนภาษี ก็เป็นตัวอย่างของการนำเงินระยะสั้นมาลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว ไม่ใช่กองทุนรวมทุกกองที่ซื้อโดยใช้บัตรเครดิต บางที่อาจจะเสนอพ่วงกับกองทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนต่ำกว่าก็มี เก็บค่าธรรมเนียมยิบย่อย นักลงทุนต้องพิจารณาเพราะผลตอบแทนของกองทุนรวมแต่ละกองให้อัตราผลตอบแทน ค่าธรรมเนียมแตกต่างกัน 

ถ้าคุณคิดทางเลือกระหว่างลงทุนเองจากกองทุนที่เราศึกษามาอย่างดีกับเลือกซื้อกองทุนที่มีโปรโมชั่นเสริมต่างๆ วิธีการตัดสินใจให้คิดผลลัพธ์ทุกทางเลือกทั้งหมดออกมาเป็นตัวเลข ว่าแต่ละทางเลือกคุณได้อะไร เท่าไหร่และเสียอะไร เท่าไหร่ ไม่มีทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด มีแต่ทางเลือกที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณมากที่สุดเท่านั้น สุดท้ายแล้วอย่าลืมถามตัวเองด้วยว่าคุณต้องการลงทุนเพราะอะไร เพื่อความมั่งคั่งหรือเพื่อโปรโมชั่น

- ต้องรู้จักตนเอง

บางคนเห็นคนอื่นภาพลักษณ์ดี ใช้ของมีราคา อันนั้นไม่ได้ว่าอะไรถ้าเค้ามีฐานะจริงๆ เพราะเค้าคงไม่เดือดร้อนที่จะจับจ่ายใช้สอย แต่บางคนไม่มีแต่อยากดูดีเนี้ยซิอาจจะเหนื่อยสักหน่อยที่ต้องการสร้างภาพให้ตัวเองดูดี ทั้งที่ข้างในกลวง การให้คนอื่นยอมรับเราที่จิตใจมันยั่งยืนกว่ามองที่เปลือกที่ห่อหุ้มตัวเรา ถ้าคุณคบคนโดยใช้เปลือก สิ่งที่คุณจะได้กลับมาก็เป็นเปลือกเช่นกัน

เราจะต้องรู้ตนเองอยู่เสมอว่าความสามารถก่อหนี้ต่อรายได้เป็นเท่าไหร่ ต้องละเอียดรอบคอบมากขึ้นโดยการจดบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอยู่เสมอเพื่อตรวจสอบสภาพคล่องของตนเองว่าเพียงพอต่อการก่อหนี้เพิ่มได้หรือไม่ ทุกครั้งที่คุณใช้บัตรก็ต้องเก็บใบเสร็จไว้ตรวจสอบ ต้องจดวันจ่ายและวันชำระหนี้ให้ดีๆ ถ้าจะให้ละเอียดไปกว่านั้นควรจดไว้ด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยของแต่ละบัตรเป็นเท่าไหร่ เอาไว้ดูว่าถ้าผิดชำระแล้วจะถูกปรับเท่าไหร่ อย่าบอกว่าทำงานทุกวันไม่ค่อยมีเวลาแล้วคงไม่สามารถจดรายละเอียดขนาดนี้ได้ทุกครั้ง ถ้าคิดจะเป็นหนี้แล้วต้องฝึกจดบันทึกรายจ่ายให้เป็นนิสัยค่ะ มิฉะนั้นแล้วก็ควรหยุดก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นมันน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่านะค่ะ



บทความน่าสนใจ

วิธีค้นหาตัวตนจากการเขียนคำไว้อาลัย
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post_22.html

บัตรเครดิตที่เราต้องรู้
 ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/blog-post.html

รู้อะไรไม่สู้ "รู้งี้" กับการวางแผนเกษียณ
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/06/blog-post.html

แบ่งเงินออมมาเก็บดอลล่าร์กันดีกว่า
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/03/blog-post_25.html

ทิศทางการตลาดเพื่อดูแนวโน้มหุ้นแห่งอนาคต

บทเรียนในความมืดกับการวางแผนการเงิน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/02/blog-post_24.html

ร่ำรวยจากสิ่งที่มี

การเงินส่วนบุคคล ตอน การวิเคราะห์สภาพคล่องส่วนบุคคล
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/01/blog-post_11.html

ซื้อผ่อนหรือเช่า อันไหนดีกว่ากัน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/01/blog-post.html

หารอยรั่วของเงินจากการจดบันทึก 


วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เงินเก็บหายไป - _ -!!

เงินเก็บหายไปไหน.......

ฉันทำงานในบริษัทโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้ฉันได้เห็นคนในแง่มุมต่างๆ

ทั้งในส่วนของนักลงทุน และเพื่อนร่วมงาน บางคนทำงานได้เงินเยอะมาก แต่ทำไมเค้าถึงไม่มีเงินเก็บ

ถ้าเค้าทำงานได้เงินเยอะขนาดนี้ แสดงว่าช่วงบั่นปลายชีวิตต้องสบายแน่ๆเลย....ฉันคิดแบบนั้น

แต่ความคิดกับความจริงมันต่างกันอย่างสิ้นเิชิง ฉันลองมานั่งสังเกตว่ามันเกิดจากอะไร???


สิ่งแรกที่ฉันสังเกตเห็นคือ บัตรเครดิตหลายใบในกระเป๋าของเพื่อน ซึ่งฉันอาจจะเป็นคนประหลาด

ที่ไม่อยากทำบัตรเครดิต ฉันไม่ได้รวยที่ชอบใช้เงินสดหรอกนะ แค่อยากหาวิธีป้องกันตัวเองใช้เงิน

อย่างสำราญใจก็คือการจ่ายเงินสดเพราะเราจะได้รู้ว่าใช้ไปเท่าไหร่และเหลือให้ใช้อีกเท่าไหร่

ฉันก็ถามเพื่อนว่าบัตรเครดิตมีประโยชน์ยังไง เค้าบอกว่าซื้อของชิ้นนึงก็ผ่อน 0% ระยะเวลาก่อน

ที่จะจ่ายค่าสินค้าก็หลายวันสามารถเอาเงินไปลงทุน เช่น เล่นหุ้น ได้เงินแล้วก็เอาชำระสินค้าที่ผ่อน

แล้วฉันก็ถามว่าที่เพื่อนผ่อนอยู่ปัจจุบันนี้ได้ใช้วิธีการเอาเงินไปลงทุนแบบนั้นรึเปล่า

มันก็ตอนว่า "ไม่ได้ทำ" -_-!!

สรุปว่าเมื่อปีที่แล้วมันใช้บัตรเครดิต 3 ใบ ปัจจุบันเหลือแค่ 1 ใบ

แล้วที่รู้มาดอกเบี้ย 0% มีจริงด้วยหรอ ถ้าคิดในแง่การตลาดนั้นพูดได้ แต่ถ้าคำนวณทางการเงินดีๆ

ดอกเบี้ย 0% ไม่ีมีจริง!!

บัตรเครดิตก็เหมือนมีด ถ้าเอามาทำอาหารก็เป็นประโยชน์ 

แต่ถ้าไปอยู่ในมือของคนเมายาบ้า มันก็คือ อาวุธ นั่นเอง


เพื่อนคนนี้สอนให้ฉันรู้ถึงเงินเก็บที่หายไปอีกเรื่องนึง คือ ซื้อไอแพด

เช้าวันนึงเพื่อนเอาไอแพดมาโชว์ ฉันก็เลยถามว่าที่บ้านคอมพังหรอถึงซื้อไอแพด

เพื่อนก็บอกว่า "ไม่ไ้ด้พังหรอกแค่อยากได้ไอแพดมาเล่นเกมส์เฉยๆ ภาพมันสวยดี " จบข่าว....

เพื่อนเล่าต่อด้วยว่าจะซื้อไอโฟนด้วย(ทั้งที่มีblackberryอยู่บนโต๊ะ)

มันสอนเราเรื่อง "ความฟุ่มเฟือย" ได้จริงๆ

ไม่เข้าใจว่ามีแค่ 2 มือ 24 ชั่วโมงจะเอาเวลาไหนไปเล่นให้ครบทุกอย่าง

ฉันจำได้ว่าเจอเพื่อนคนนี้ครั้งสุดท้ายเหลือแต่ไอโฟนอยู่เครื่องเดียว


การที่เราจะมีเงินเก็บมันไม่ยากเลย แค่เราหยุดกิเลสในความอยากของเราให้ได้

" มันไม่จำเป็นว่าคุณทำงานได้เงินเดือนมากมาย แล้วคุณจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต

ถ้าคุณเก็บเงินไม่เป็นมันก็จบไม่สวยเหมือนกัน"

เริ่มเก็บเงินง่ายๆโดยการผูกบัญชีเงินเดือนกับเงินฝากประจำหรือโปรแกรมการออมอะไรสักอย่างก็ได้

เงินเดือนออกปุ๊บตัดเงินไปออมปั๊บ แค่ 10% ของเงินเดือนเท่านั้นไม่มากเลยค่ะ

การเริ่มต้นอาจจะยากเพราะคิดว่าเราทำไม่ได้ ลองเริ่มต้นด้วย 5% ก่อนก็ได้ค่ะ ถ้าเราใจเด็ดมากขึ้น

ค่อยมาเป็น 10% ค่ะ


"มาแลกเปลี่ยวิธีการออมเงินกันนะค่ะ"