แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออมเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออมเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

กว่าจะมาเป็น 5 บทความ "พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์"




พระมหากษัตริย์นักออม.jpg


ที่มาของบทความ “พระมหากษัตริย์นักออม เดอะซีรีย์” ทั้ง 5 เรื่องนี้ เราอยากเขียนเก็บไว้เป็นไดอารี่เส้นทางการเขียนว่ากว่าจะเขียนเสร็จต้องผ่านอะไรมาบ้าง แต่สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดนี้ก็ยังน้อยกว่าเรื่องราวที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำให้ปวงชนชาวไทย 

เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาตร์ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวและแนวคิดของพระองค์ท่านไว้ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีข้อมูลเพื่อค้นคว้าต่อไป



เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นในปี 2558


วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันออมแห่งชาติที่ส่งเสริมให้คนไทยมีนิสัยรักการออม ให้ความสำคัญและประโยชน์ของการออมเงิน ในช่วงต้นเดือนตุลาคม เราคิดจะเขียนบทความที่เป็นแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการออมที่คนอ่านแล้วเห็นภาพชัด เข้าใจง่ายและที่สำคัญทำได้จริง นั่นซิจะหาใครดีล่ะ

ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก!! ระหว่างที่กำลังหาคนสร้างแรงบันดาลใจ เราก็เปิด FB สไลด์หน้าจอไปเรื่อยๆ ก็สังเกตเห็นว่าเพื่อนหลายๆคนชอบแชร์คำคมหรือแนวคิดของคนที่มีชื่อเสียง เช่น สตีฟจ๊อบ , วอร์เรนบัฟเฟตต์ , ลีกาซิง , มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก , แจ๊กหม่า เราดูไปเรื่อยๆก็เกิดคำถามว่า


ทำไมไม่เห็นมีคนไทยบ้างเลย?


แล้วอยู่ดีๆก็มีใบหน้าของบุคคลหนึ่งแว๊บเข้ามาในหัวเรา ปิ้ง!! ภาพนั้นคือ “ในหลวง รัชกาลที่ 9” จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องราวของพระองค์ท่านเกี่ยวกับหลอดยาสีพระทนต์ที่แบนเรียบ ฉลองพระบาทที่ซ่อมแล้วซ่อมอีก ใช่เลย!! นี่แหละแบบอย่างการออมของคนไทย



เป้าหมายเพื่อ…..

เราต้องการเก็บข้อมูลแนวคิดและวิธีการปฎิบัติของพระองค์ท่านจากที่ต่างๆไว้ในที่เดียวกัน ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาศึกษาค้นคว้า นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเองและแสดงความรักด้วยการ “ลงมือทำ” ตามคำสอนของพระองค์ท่าน




รวบรวมข้อมูลครั้งแรก

ส่วนตัวมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า สิ่งที่ทำไปในอดีตนั้นส่งผลถึงปัจจุบันและอนาคต การที่พระองค์มีแนวคิดการใช้เงินที่ประหยัดและออมเงิน อย่างที่พวกเราเห็นทุกวันนี้ มาจากคำสอนของสมเด็จย่า ทำให้เรารู้ว่าควรหาข้อมูลอะไรบ้าง วิธีเริ่มหาข้อมูลด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด คือ google  

เปิดไปหลายสิบเว็บ อ่านไปเรื่อยๆรู้สึกว่ามีแต่เรื่องซ้ำๆกัน อืมมม มันต้องมีมากกวา่นี้ซิ เราก็เลยไปหาหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ “หอสมุดแห่งชาติ” โชคร้ายที่หอสมุดยังต่อเติมไม่เสร็จ กว่าจะใช้งานได้ทั้งหมดก็กลางปี 2560 มีหนังสือให้อ่านน้อยกว่าที่คิดไว้ ทำให้เราหาข้อมูลได้ไม่เต็มที่ 

เปิดหนังสืออ่านไปหลายสิบเล่ม ได้ข้อมูลใหม่มาบ้าง พอรวบรวมข้อมูลได้มากพอแล้วก็เริ่มเขียน จนออกมาเป็นบทความ “พระมหากษัตริย์นักออมเงิน” 



พระมหากษัตริย์นักออมเงิน.jpg
ลิงค์บทความแรก http://www.aommoney.com/?p=14069



เราแบ่งการเขียนออกเป็น 2 ส่วน โดยเริ่มจากส่วนแรกจะข้อมูลที่ไปค้นคว้ามา มีทั้งแนวคิดและสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติ ส่วนที่สองจะเป็นวิธีการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แบ่งออกเป็น 5 เรื่อง คือ

เรื่องที่ 1  สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงิน
เรื่องที่ 2 เก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์
เรื่องที่ 3 การสร้างรายได้และการให้
เรื่องที่ 4 การประหยัด
เรื่องที่ 5 เงินค่าไถ่บ้านเมืองของรัชกาลที่ 3 (เงินถุงแดง)

เราเขียนบทความในเว็บออมมันนี่ http://www.aommoney.com/?p=14069 เสร็จแล้วก็โพสต์ไว้ที่เพจอภินิหารเงินออมใน https://www.facebook.com/miracleofsaving/ ในวันออมแห่งชาติปี 2558




การบริจาคสเต็มเซลล์ในปี 2559

 หลายปีที่แล้วเราเคยบริจาคเลือดและสมัครเป็นผู้บริจาคสเต็มเซลล์ซึ่งเป็น เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell)ที่จะกลายเป็นเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว และเกล็ดโลหิตต่อไป หาคนที่มีสเต็มเซลล์ตรงกันยากมาก แม้แต่ครอบครัวเดียวกันก็ยังไม่ตรงกัน ถ้าเจอนี่เรียกว่าคู่แท้กันเลยทีเดียว

ช่วงต้นปี 59 มีเจ้าหน้าที่ของสภากาชาดก็โทรกลับมาถามว่ามีผู้ป่วยชาวต่างชาติท่านหนึ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉีบบพลัน ต้องการขอรับบริจาคสเต็มเซลล์จากเรา หมอไปค้นหามาหลายประเทศแล้วก็มาเจอว่าใกล้เคียงกับเรา เขาถามว่าตอนนี้ยังพร้อมที่จะบริจาคหรือไม่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็เล่าวิธีและขั้นตอนการบริจาค เพื่อให้เราตัดสินใจ


---------------------------------------------------------------------------------------
มีบริจาค 3 วิธีคือ

  1. เจาะเส้นเลือดดำที่แขน
  2. การบริจาคไขกระดูก วิธีนี้เสียเลือดเยอะและใช้เวลาพักฟื้นนาน
  3. เจาะเส้นเลือดดำที่บริเวณคอ

ก่อนที่จะเริ่มบริจาคก็จะต้องเก็บเลือดเพิ่มว่าเรากับคนไข้ตรงกันเกือบ 100% หรือไม่ แล้วไปตรวจสุขภาพชุดใหญ่ที่ รพ.จุฬา เพื่อให้แพทย์ตรวจและรับรองว่าสุขภาพของเราแข็งแรงพอที่จะให้บริจาคได้ ก่อนวันบริจาค 5 วันจะต้องฉีดยากระตุ้นให้สเต็มเซลล์ออกมาจากไขกระดูก

วิธีการเก็บสเต็มเซลล์เหมือนการฟอกไต โดยเอาเลือดออกจากร่างกายแล้วเข้าเครื่องสกัดสเต็มเซลล์ จากนั้นเลือดที่เหลือก็จะกลับเข้าสู่ร่างกาย วนแบบนี้จนกว่าจะได้ครบตามปริมาณที่ต้องการ 

ดังนั้น ก่อนวันบริจาคจะต้องมานอนพักในห้องปลอดเชื้อที่โรงพยาบาล 1 คืน แล้วตอนเช้าก็จะมีรถตู้ขับไปส่งที่สภากาชาด ทั้งหมดนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากสภากาชาดมาช่วยดูแลให้ เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย

 ---------------------------------------------------------------------------------------


ฟังจบแล้วอึ้ง!! สมองเบลอไปสักพัก มันต้องขนาดนี้เลยหรอเนี่ย เจ็บตัวสุดๆ แล้วปลายสายก็พูดกลับมาว่า “เรายังจะสมัครใจบริจาคอยู่อีกหรือไม่” เอาวะ มาถึงจุดนี้ล่ะ ตั้งใจจะบริจาคแล้วก็ต้องไปให้สุดทาง สูดลมหายใจลึกๆแล้วตอบกลับไปว่า “ตกลงค่ะ”

วันที่เราเข้าไปที่สภากาชาดเพื่อเข้าไปเก็บตัวอย่างเลือดเพิ่ม เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าหลังจากการบริจาคครั้งนี้ เราจะได้รับประกันชีวิต ตรวจสุขภาพฟรี 10 ปี และได้รับเข็มสภากาชาดจากพระหัตถ์ของพระเทพฯ จุดพีคอยู่ตรงนี้แหละ ได้เข้าเฝ้าพระเทพฯ ด้วยอ่ะ มันตื่นเต้นและดีใจมากๆ แล้วก็คิดว่าจะต้องมีอะไรบางอย่างไปถวายท่านให้ได้ 


วันที่ 13 ตุลาคม 2559

มีแถลงการรณ์จากสำนักพระราชวังว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต เป็นวันที่เศร้าจนเราทำอะไรไม่ถูก แต่ทุกอย่างมันต้องทำต่อไป ตอนนั้นมีเรื่องราวของพระองค์ท่านมากมายถูกแชร์ทางสื่อออนไลน์ รวมทั้งบทความ “พระมหากษัตริย์นักออมเงิน” ด้วย เราจึงคิดที่จะทำบทความนี้ให้เป็นรูปเล่มเพื่อถวายพระเทพฯ




รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลครั้งที่สอง

เรามีเวลาเก็บรวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงให้เสร็จประมาณ 1 เดือน

ตัวอย่างแหล่งข้อมูล

  1. อ่านหนังสือเจ้านายเล็กๆยุวกษัตริย์
  2. หาข้อมูลที่หอสมุดแห่งชาติ ครั้งนี้มีการจัดมุมพิเศษที่เป็นหนังสือเกี่ยวกับ ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะ ทำให้เราหาหนังสืออ่านง่ายขึ้น ใช้เวลาครึ่งวัน เปิดอ่านอยู่หลายเล่มได้ข้อมูลมาบ้าง แต่ยังไม่จุใจ
  3. ไปหอสมุดกลางที่จุฬา เจอข้อมูลอะไรน่าสนใจมาเยอะมาก
  4. ดูคลิปต่างๆในยูทูป เช่น ลิงค์ https://www.youtube.com/watch?v=Sl2Bf4gjZFw&index=6&list=PL9WEcJOIXshGTpPpvAVv1PNlPly1Si1h7


แผ่นดินวัยเยาว์.jpg


หลังจากรวบรวมข้อมูลมาได้พอสมควรแล้วเราก็นำมาเรียบเรียงใหม่ ตามโครงเรื่องเดิม เราทำเป็นเล่มได้ประมาณ 40 หน้านิดๆปริ๊นใส่กระดาษ A4 เตรียมนำไปเข้าเล่ม




ยกเลิกการบริจาคสเต็มเซลล์

ก่อนวันบริจาคประมาณ 1 สัปดาห์เจ้าหน้าที่สภากาชาดโทรมาบอกเราว่า ตอนนี้คนไข้อาการทรุดหนัก ร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะรับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ได้ ในใจเราก็สวดมนต์ให้คนไข้ไม่เจ็บปวดมากไปกว่านี้ เมื่อทุกอย่างถูกยกเลิก เราก็อดเข้าเฝ้าพระเทพฯไปด้วย เฮ้อ...เศร้าเลย สุดท้ายต้นฉบับที่ทำไว้ก็เป็นอันยุติ เก็บเข้ากรุไป




ถูกก๊อปปี้ผลงาน

วันหนึ่งเราเปิด Facebook เปิดหน้าฟีดอ่านไปเรื่อยๆก็ต้องมาสะดุดกับโพสต์รูปภาพของบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มันรู้สึกคุ้นๆอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งอ่านก็ยิ่งใช่ มันเหมือนจริงๆ แล้วเราก็ลองเปิดบทความ "พระมหากษัตริย์นักออมเงิน" ก็ถึงบางอ้อ นี่มันข้อความที่เราเขียนไว้เป๊ะเลย

เราเขียนบทความฟรี แต่คนที่ก๊อปปี้งานไปใช้เขาได้เงิน ทำไมเขาหากินกันง่ายจัง ตอนนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วแคปหน้าจอเก็บหลักฐานไว้ เราไม่รู้จะทำยังไงเพราะไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ ก็เลยโพสต์ระบายไว้ใน Facebook ส่วนตัว

ปรากฎว่าพี่ที่รู้จักในบริษัทแห่งนั้นมาเห็น เขาก็รีบโทรมาเล่าเรื่องโพสต์เจ้าปัญหานั้นให้ฟัง แล้วถามว่าจะให้เขาจัดการยังไงบ้าง เป้าหมายของเราต้องการเตือนว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ถูกต้อง ไม่ต้องการเรียกร้องค่าปรับอะไรทั้งนั้น เพราะเราตั้งใจเขียนเรื่องนี้ฟรี ไม่คิดจะหารายได้

สรุปว่าเรื่องนี้พี่เขาเครียให้จบแล้ว เรารับคำขอโทษเรียบร้อยแล้ว

แต่ว่า...มันยังมีต่อ

ครั้งนี้มีคนก๊อปปี้งานเขียนของเราประมาณ 5 เรื่องไปทำรายการทีวี เราเขียนงานฟรีมาแทบตาย แต่สุดท้ายคนอื่นได้ผลงาน ได้เงินไปใช้ซะงั้น มันก็ปรี๊ดซิจ๊ะ แล้วบทความ "พระมหากษัตริย์นักออมเงิน" ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกก๊อบด้วย ตอนนี้ก็รออยู่ว่าจะหาทางออกยังไงต่อไป



ก้มหน้าแล้วเขียนงานต่อไป

ถูกก๊อบงานบ่อยๆแบบนี้มันก็มีท้อใจบ้างนะ ว่าทำไมคนอื่นเขาหากินกันง่ายจัง เอาผลงานเราไปหารายได้ให้ตัวเอง แต่ก็มานั่งคิดอีกมุมนึงว่าแสดงว่าของเราดีก็เลยถูกก๊อบ ตอนนั้นเราระบายความโกรธด้วยการเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย คงหนักมากไปหน่อยก็เลยปวดแขน ปวดขาไปหมด จากนั้นก็ไปกินของอร่อยๆให้สบายใจ นอนพักอีกสักคืนค่อยกลับมาคิดว่าจะทำไงดี

ตื่นเช้ามาบรรลุเลย สมองมันคิดให้ว่าเราไม่ควรเลิกงานเขียนเพราะคนมักง่ายแค่ไม่กี่คนที่มาก๊อบงานของเรา แต่เราควรเขียนเพื่อคนอ่านอีกหลายแสนคนน่าจะดีกว่า เราจะไม่เสียเวลากับคนก๊อบงานอีกต่อไป จะตั้งใจเขียนให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ใช้เวลาไปหาอะไรใหม่ๆสนุกๆเขียนดีกว่า

เราทำภาพนี้แปะไว้ที่เพจอภินิหารเงินออม






เผยแพร่ออนไลน์

เมื่อตั้งใจเขียนแล้วก็ต้องไปให้สุดทาง เราเป็นบล็อกเกอร์เขียนงานออนไลน์อยู่แล้ว ก็ใช้ช่องทางที่เราถนัดนี่แหละในการเผยแพร่ผลงานเป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้คนที่สนใจเข้ามาอ่านได้ฟรี แล้วรู้วิธีว่าควรนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร ส่วนตัวคิดว่าแม้ว่าเราจะตายไปแล้ว แต่ผลงานออนไลน์นี้ยังคงอยู่ตลอดไป


บทความทั้งหมดอยู่ลิงค์ข้างล่างนี้แล้วนะจ๊ะ


สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงิน.jpg
ลิงค์บทความ http://www.aommoney.com/?p=22623


ทรงเก็บออมเงินเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์.jpg
ลิงค์บทความ http://www.aommoney.com/?p=22670


การสร้างรายได้และการให้.jpg
ลิงค์บทความ http://www.aommoney.com/?p=22778

การประหยัด.jpg
ลิงค์บทความ http://www.aommoney.com/?p=22802


เงินถุงแดงไถ่บ้านเมือง.jpg
ลิงค์บทความ http://www.aommoney.com/?p=22820




ผลงาน 5 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ที่นักเขียนตัวเล็กๆคนหนึ่งทำตอบแทนพระองค์ท่านได้ โดยการนำแนวคิดและคำสอนของพระองค์ท่าน มาเรียบเรียงและเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ลูกหลานของเราได้รับแบบอย่างที่ดีและจะได้เดินตามรอยเท้าพ่อตลอดไป 


แล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็จะเขียนงานของเราต่อไป ^^




แอดมินเพจอภินิหารเงินออม







วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

การออมเงินที่ได้ประโยชน์ 3 ต่อ


การหาแหล่งพักเงินที่ตรงกับเป้าหมายการใช้เงินนั้นเป็นสิ่งสำคัญ คือ
  • เป้าหมายการใช้เงินในระยะสั้น ==> ฝากเงินหรือลงทุนระยะสั้น
  • เป้าหมายการใช้เงินระยะยาว ==> ฝากเงินหรือลงทุนระยะยาว 
ตัวอย่างแหล่งพักเงินกับเป้าหมาย
  • ต้องการเก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศในอีก 5 เดือนข้างหน้า โดยออมเงินใน LTF 
    • ไม่ถูกต้อง เพราะ LTF เป็นการลงทุนที่ขายได้เมื่อครบกำหนด 5 ปี แต่ระยะเวลาที่ต้องการใช้เงินในอีก 5 เดือนข้างหน้า เป็นระยะเวลาที่แตกต่างกัน 
    • ที่ถูกต้องควรฝากเงินในรูปแบบฝากประออมทรัพย์หรือฝากประจำที่ครบกำหนด 3 เดือน 
  • ต้องการเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณอายุ 60 ปี โดยนำเงินทั้งหมดซื้อหุ้นเก็งกำไร
    • ไม่ถูกต้อง จากความเสี่ยงของการลงทุนเพราะไม่กระจายการลงทุน สมมติว่าถ้าช่วงนั้นเราเจอแจ็กพอตเป็นวิกฤตเศรษฐกิจทำให้สถาบันการเงินล้มลงอีกครั้งก็อาจจะต้องร้องโฮ เพราะเงินที่เก็บไว้ใช้หลังเกษียณอาจจะลดลง 
    • ที่ถูกต้องควรออมไว้ในแหล่งพักเงินสำหรับคนเกษียณในรูปแบบ RMF หรือ ประกันชีวิตชนิดบำนาญ แต่ถ้าต้องการลงทุนหุ้นควรจัดพอร์ตการลงทุนที่ไม่ให้น้ำหนักกับการลงทุนในหุ้นมากเกินไป
เราควรตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะออมเงินไปเพื่ออะไร แล้วจึงศึกษาว่ามีแหล่งพักเงินอะไรบ้างที่ตอบโจทย์กับเราบ้าง แต่ถ้ามีการออมเงินหลายวิธีก็ดูความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

เป้าหมาย ==> *แหล่งพักเงิน ==> ความเสี่ยงที่ยอมรับได้

*หมายเหตุ ใช้คำพูดให้ง่ายโดยใช้คำพูดแทนความหมาย
แหล่งพักเงิน คือ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินในตลาดเงินและตลาดทุน

เราขอแนะนำวิธีออมเงินที่จะได้รับประโยชน์ 2-3 ต่อ โดยใช้แหล่งพักเงินให้เหมาะกับเป้าหมายการใช้เงิน วิธีการเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ผู้อ่านสามารถนำมาปรับใช้ให้ตรงกับเป้าหมายของแต่ละคน เช่น เก็บเงินเพื่อประกอบธุรกิจส่วน เก็บเงินเพื่อสร้างครอบครัว เก็บเงินก้อนเพื่อซื้อบ้าน ฯลฯ

วิธีการออมเงินเพื่อการศึกษาของลูก
  1. ระยะยาวได้รับประโยชน์ 3 ต่อ
  2. ระยะปานกลางได้รับประโยชน์ 2 ต่อ
1. การออมเงินระยะยาว
วิธีการออมที่ได้ประโยชน์ 3 ต่อ  คือ
  • ได้ลดหย่อนภาษี 
    • ลดหย่อนภาษีที่ไม่เกิน 100,000 บาท(ที่เรียกทั่วไปว่า "แสนบาทแรก") ในตัวอย่างนี้ลดหย่อนภาษีได้ปีละ 74,700 บาทจำนวน 7 ปี(ลดหย่อนได้เฉพาะปีที่จ่ายเท่านั้น)
  • มีเงินเพื่อการศึกษาลูก
    • มั่นใจว่ามีเงินก้อนเพื่อการศึกษาลูกในระดับมหาวิทยาลัยในจำนวนที่แน่นอน
  • คุ้มครองชีวิต
    • ได้รับความคุ้มครองชีวิต 15 ปี
การวางแผนออมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยให้ลูกนั้นต้องใช้วินัยเรื่องการออมค่อนข้างสูงเพราะเป็นการออมระยะยาว ดังนั้น จึงคัดเลือกแหล่งพักเงินระยะยาวที่มีระยะเวลาพอดีกับช่วงที่จะใช้เงินและมีลักษณะการบังคับให้ออมโดยอัตโนมัติ

จากเงิื่อนไขข้างต้นเราเลือกแหล่งพักเงินเป็นประกันชีวิตสะสมทรัพย์ 15 ปี ชำระเบี้ยประกัน 7 ปี โดยเริ่มออมตั้งแต่ลูกอายุ 3 ปี เพื่อใช้ในระดับมหาวิทยาลัยขณะที่ลูกอายุ 18 ปี


การเลือกว่าจะทำทุนประกันที่เท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคน(ไม่ได้ขายของแต่ยกตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจเท่านั้น) ในตัวอย่างนี้ คุณอภินิหารเงินออมอายุ 30 ปีต้องการวางแผนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยให้ลูก โดยเลือกทำทุนประกัน 300,000 บาท จ่ายชำระเบี้ยประกัน 7 ปีและได้รับความคุ้มครอง 15 ปี ซึ่งมีเงื่อนไขกรมธรรม์ดังนี้
  • ชำระเบี้ยประกันปีละ 74,700 บาท(แบ่งเงินออมเดือนละ 6,225 บาท/เดือน อ่านวิธีการออมเงินเพิ่มเติมได้ที่ "สร้างเงินล้านได้จากเงินสะสม 6,209 บาท")
  • ได้รับเงินคืน 4% ทุก 2 ปี คือ 12,000 บาท
  • ได้รับเงินตลอดระยะเวลา 15 ปีทั้งหมด 609,000 บาท
  • เงินปันผลแล้วแต่บริษัทประกันจะจ่ายซึ่งระบุเป็นรายปี

สรุปว่า เราออมเงินปีละ 74,700 บาท ระยะเวลาทั้งหมด 7 ปี ครบกำหนดได้รับเงินคืนขณะที่ลูกอายุ 18 ปี คือ 525,000 บาทรวมกับเงินสดรับคืนตลอดระยะเวลา 15 ปีคือ 84,000 บาท รวมทั้งสิ้น 609,000 บาท เก็บเงินส่วนนี้ให้ลูกเพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับมหาวิยาลัย
2. การออมเงินระยะปานกลาง
วิธีการออมที่ได้ประโยชน์ 2 ต่อ คือ
  • ได้ลดหย่อนภาษี ตามฐานภาษีของเรา
  • มีเงินเพื่อการศึกษาลูก ในปีที่ครบกำหนดขาย
ข้อกำหนดของ LTF ที่ขายได้เมื่อครบ 5 ปีนั้นมีประโยชน์ในแง่การสร้างนิสัยออมเงินเพื่อเป้าหมายระยะปานกลางที่มากกว่าการลดหย่อนภาษี จากตัวอย่างตารางข้างล่างนี้จะเป็นการจัดระบบการออมเงินเพื่อเป้าหมายทุนการศึกษาของลูก


สรุปว่า
  • เราซื้อ LTF กองที่ 1 ขณะที่ลูกอายุ 1 ปี เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกขณะที่ลูกอายุ 5 ปี
  • เราซื้อ LTF กองที่ 2 ขณะที่ลูกอายุ 2 ปี เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกขณะที่ลูกอายุ 6 ปี
  • ซื้อ LTF และขายลักษณะแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

แหล่งพักเงินออมที่ดีนั้นควรตอบโจทย์กับเป้าหมายการออมของเรา แต่การมีวินัยเรื่องการออมนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน บางครั้งเราอาจจะต้องยอมสูญเสียความสุขในระยะสั้นเพื่อเป้าหมายระยะยาว แต่เป็นความสูญเสียที่มีผลลัพธ์เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจที่ทำให้เราบรรลุเป้าหมายในสิ่งที่เราต้องการ





วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บันไดขั้นแรกของความมั่งคั่ง




ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเจอคอมเม้นหนึ่งในกระทู้ Pantip ว่า "เงินเรื่องใหญ่ที่โรงเรียนไม่เคยสอน" ซึ่งเป็นประโยคที่โดนใจเรามาก จนเกิดเป็นคำถามขึ้นในใจว่าโรงเรียนไม่สอนเรื่องการใช้เงินจริงหรือ ถาม Google คงตอบเราไม่ได้ทุกอย่าง แบบนี้เราต้องพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ สถานที่ที่ตอบคำถามเราดีที่สุด คือ โรงเรียน ปกติช่วงเวลาบ่ายโมงของทุกวันอาทิตย์เราเป็นครูอาสาสอนเด็กแถวบ้านในวัดแห่งหนึ่งที่ จ.นนทบุรี ซึ่งพระอาจารย์ให้เด็กมาทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาพร้อมกับสอนวิชาการให้เด็กเพื่อให้มีจริยธรรมและความรู้กลับบ้าน มีครูสอนด้วยกัน 2 คนคือ รุ่นพี่กับเรา ซึ่งปกติจะสอนวิชาภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์ สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะสอนเรื่อง การออมเงิน ให้กับเด็กกลุ่มนี้

เราแจกกระดาษเปล่าให้เด็กทั้งหมด 36 คน ซึ่งเป็นเด็กช่วงอายุเด็กตั้งแต่อนุบาล 2 - ม.3 โดยให้ตอบคำถามว่า "ถ้าได้เงินค่าขนมจากผู้ปกครองมาน้องจะนำเงินนั้นไปทำอะไร"  ซึ่งเด็กอนุบาล 2- ป3 ได้ค่าขนม 50 บาทและเด็ก ป.4 ขึ้นไปได้ค่าขนม 1,000 บาท เราให้เวลาน้องเขียนคำตอบ 10 นาทีแล้วก็ส่งกระดาษคำตอบ ซึ่งคำตอบที่เราได้รับแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม(มีภาพคำตอบให้ดูที่ข้างท้ายบทความ) คือ
  • กลุ่มที่ 1 เด็กที่แบ่งสัดส่วนการใช้เงินว่ากิน ออมเงิน เก็บไว้ฉุกเฉินเท่าไหร่ คิดเป็น 11%
  • กลุ่มที่ 2 เด็กที่นำเงินฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว คิดเป็น 36%
  • กลุ่มที่ 3 เด็กที่ตอบว่านำเงินไปกินขนมทั้งหมด คิดเป็น 53%
เราให้น้องที่อยู่กลุ่มที่ 1 มาบอกว่าทำไมถึงมีวิธีการใช้เงินแบบนั้นเพราะจะได้เป็นประโยชน์ให้คนอื่นทำตาม ระหว่างนั้นเด็กหลายคนก็เริ่มคุยกันไม่ฟังคนที่อยู่หน้าห้องว่ากำลังพูดอะไร เราตะโกนให้เงียบสักพักเริ่มเจ็บคอก็เลยหาวิธีใหม่ให้เด็กยอมฟังและไม่เจ็บคอด้วย คือ ให้เด็กที่กำลังคุยกับเพื่อนออกมาตอบคำถามเราที่หน้าห้อง เรามองไปทั่วห้องถ้าเห็นเด็กคนไหนคุยก็เรียกออกตอบคำถามที่หน้าห้อง จนมีเด็ก ป.1 คนนึงหันมามองหน้าเรา โบกไม้โบกมือแล้วพูดว่า "หนูตั้งใจฟังแล้วค่ะ อย่าเรียกหนูไปหน้าห้องนะคะ" ตอนนั้นอยากอัดวีดีโอหน้าของน้องมาให้ดูจริงๆเพราะขำตลอดที่นึกถึง น้องดูซื่อและน่ารักมากๆ เราคิดว่าเด็กกลัวการพูดหน้าห้องก็เลยใช้วิธีนี้ให้เด็กเงียบ แล้วมันก็ได้ผลซะด้วยซิ

ประเด็นสุดท้ายที่เราสอนเื่รื่องการออมเงินจะเป็นสิ่งที่เราอยากให้เด็กๆคิดเป็นมากกว่าใส่ความคิดเราลงไป เราตั้งคำถามและให้เด็กทั้งห้องช่วยกันตอบ เพราะเราอยากรู้ว่าถ้าเจอสถานการณ์แบบนั้นน้องจะแก้ปัญหากันอย่างไร มีการสนทนาดังนี้

เรา : ถ้าน้องใช้เงินกินขนมหมดเลยไม่มีเงินออม แล้วจะนำเงินตรงไหนไปซื้อของเล่นที่อยากได้คะ?
เด็ก : ขอพ่อกับแม่ไงครับ
เรา : ถ้าพ่อกับแม่ทำงานแล้วเงินไม่พอใช้ หาเงินให้น้องเรียนไม่ได้ น้องจะทำยังไงคะ?
เด็ก : ก็ไปถอนเงินในธนาคาร
เรา : ถ้าน้องถอนเงินในธนาคารใช้จนหมดแล้วจะนำเงินตรงไหนมาใช้คะ?
เด็ก : ก็ไปกู้ไงคะ (คำตอบนี้เป็นของเด็ก ป.4 ซึ่งทำให้เราเจ็บใจสุดๆ)
เรา : ถ้าน้องไปกู้เงินแล้วน้องใช้หนี้เค้าไม่ได้น้องจะทำยังไงคะ?
เด็ก : ก็ไปกู้อีกที่นึงมาให้อีกที่นึงไง (มันจี๊ดตรงนี้แหละ -_-!!)
-------จบการสนทนา-------

เป้าหมายของคำถามทั้งหมดเพื่อจะได้ยินคำตอบว่า "หยอดกระปุกออมเงิน ลดค่าขนม หาเงินเพิ่ม" ไม่มีสักคำตอบเดียวที่เข้าข่ายสิ่งที่เราต้องการอยากจะได้ยิน พอเรารู้ว่าความคิดเรื่องการออมเงินเป็นอย่างไรเราก็เริ่มใส่สิ่งที่มีประโยชน์กว่าการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายให้น้องฟังว่าควรทำอะไรบ้าง เช่น คิดก่อนที่จะใช้เงิน ตั้งใจเรียน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถ้าเด็กโตหน่อยก็จะให้ทำกำไรข้อมือขายแทนที่จะซื้อ และสอนน้องให้จำไว้คำนึงว่า "เป็นหนี้มันไม่ดี" แต่ถ้าสอนรายละเอียดมากกว่านี้น้องคงไม่เข้าใจว่าหนี้ดีกับหนี้ไม่ดีเป็นอย่างไร ไว้ให้น้องหาคำตอบเองตอนโตขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าลูกของคุณคิดอย่างไรกับการออมเงินอาจจะใช้คำถามข้างต้นเป็นประตูสู่ความคิดของเด็กก็ได้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร

แม้ว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นคำตอบของเด็กทุกคน แต่มีสิ่งนึงที่เราได้รับจากกรณีตัวอย่างข้างต้นที่เป็นบันไดขั้นแรกของความมั่งคั่ง คือ การปลูกฝั่งค่านิยมการออมเงิน ให้เด็กโดยที่ผู้ใหญ่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้ดูเป็นรูปธรรมจับต้องได้มากกว่าการพูดให้เด็กออมเงินที่เป็นนามธรรมซึ่งเด็กอาจจะฟังแต่ไม่เข้าใจว่าออมเงินไปทำไม

ตัวอย่างเช่น การฝากเงินในธนาคารโดยเปิดบัญชีในชื่อของเด็กหรือชื่อร่วมกับผู้ปกครอง เมื่อหยอดเงินในกระปุกจนเต็มแล้วก็พาเด็กไปฝากเงินที่ธนาคาร โดยให้เด็กทำกิจกรรมทุกอย่างด้วยตัวเอง เพื่อให้เค้าได้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของและหวงแหนเงินที่ฝาก การที่เด็กได้เห็นเงินที่ฝากมีปริมาณมากขึ้นจากเงินต้นกับดอกเบี้ยจะทำให้เด็กภาคภูมิใจ โดยเห็นว่าทุกบาททุกสตางค์นั้นมีค่า เศษเหรียญค่าขนมที่หยอดกระปุกทุกเย็นเมื่อรวมกันก็จะกลายเป็นก้อนใหญ่ที่ฝากในบัญชีธนาคาร

"ไม่มีคำว่าสายที่จะเริ่มต้น" เราเริ่มต้นออมเงินตอนเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่สายเพราะดีกว่าไม่เริ่ม (แต่จะมีพอใช้ไปจนเกษียณรึเปล่าก็อีกประเด็นนึงนะคะ) โดยที่เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆก่อน เมื่อทำสำเร็จก็จะเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ แล้วค่อยสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่โดยการทำเงินให้งอกเงยต่อไป จำไว้ว่า สิ่งเล็กๆรวมตัวกันนั้นสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ดูตัวอย่างน้ำท่วมก็น่าจะเห็นภาพว่า "น้ำฝนหยดเล็กๆนั้นสร้างความเสียหายได้เพราะมีมากเกินไปจนกลายเป็นน้ำท่วม"

การออมเงินเบื้องต้น คือ การฝากเงินในบัญชีธนาคาร เมื่อเงินฝากก้อนเล็กๆของเรารวมตัวใหญ่มากขึ้นจึงค่อยขยับขยายไปทำอย่างอื่นที่จะไปสร้างความยิ่งใหญ่ให้เราในอนาคต สิ่งแรกที่เราควรทำ คือ การค้นหาข้อมูลว่าจะไปฝากเงินที่ธนาคารไหนดี ดอกเบี้ยของแต่ละที่ให้เท่าไหร่ จะฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำ โปรโมชั่นของแต่ละธนาคารมีอะไรบ้างแล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่าที่ไหนเข้าเงื่อนไขการฝากเงินของเรามากที่สุดจึงนำเงินไปฝากที่นั่น

เวลาของเราก็ไม่ได้มีมากมายอะไรขนาดนั้นที่จะมาเปรียบเทียบให้ครบทุกธนาคาร ก็น่าจะมีบางเว็ปที่เก็บข้อมูลเปรียบเทียบให้ดูเบื้องต้นก่อนตัดสินใจ ลองถาม Google โดยใช้คำว่า "เปรียบเทียบเงินฝากหลายธนาคาร" ก็เจอเว็ปนึงที่น่าสนใจ คือwww.checkraka.com ซึ่งจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขเบื้องต้นที่ใช้ในการตัดสินใจ อีกทั้งยังมีบทความการออมเงินให้ด้านต่างๆให้ความรู้อีกด้วย


ที่มา : www.checkraka.com

ตัวอย่างการเปรียบเทียบบัญชีเงินฝากธนาคาร


ตัวอย่างบทความการออมเงิน


------------------------------------------------------------------------------------------

ภาพคำตอบส่วนหนึ่งในกิจกรรมสอนการออมเงิน







วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รู้อะไรไม่สู้ "รู้งี้" กับการวางแผนเกษียณ



อย่าให้เราต้องพูดแบบนี้ในช่วงเวลาที่สายเกินไปนะคะ

คุณคิดแบบนี้รึเปล่าเมื่อนึกถึงการวางแผนเกษียณ
  • มองว่าจะรีบวางแผนไปทำไมทั้งที่ยังไม่แก่ ยังมีเวลาอีกนานไม่ต้องรีบก็ได้ 
    • นั่นซิ...แล้วจะเริ่มตอนไหนดีหละ??
  • มองว่าขณะนี้ยังหาเงินไม่พอใช้หนี้ แล้วจะนำเงินที่ไหนมาวางแผนเกษียณ
    • นั่นซิ...ถ้าอายุ 60 ยังต้องทำงานใช้หนี้แล้วจะนำเรี่ยวแรงมาจากไหนหละ??
  • มองว่าทรัพย์สมบัติที่มีก็ใช้แทบไม่หมดอยู่แล้วจะวางแผนทำไมให้เสียเวลา 
    • นั่นซิ...อย่าลืมว่าทรัพย์สมบัติมีได้ก็หมดได้เหมือนกัน
  • มองว่าอายุ 50 ปีแล้วค่อยคิดก็ยังทัน 
    • นั่นซิ....ดูเหมือนช้าเกินไป แต่ก็ยังดีที่ได้เริ่มสักที 
==> สาเหตุสำคัญที่เราต้องวางแผนเกษียณก็เพราะว่าเราต้องการให้คุณภาพชีวิตของเราใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกษียณมากที่สุด การดูแลสุขภาพก็สำคัญไม่แพ้เรื่องการเงิน มันคงไม่สนุกแน่ๆที่เราต้องนำเงินที่ออมไว้อย่างเหน็ดเหนื่อยมาจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล

การที่เริ่มคิดและทำเร็วกว่าก็ทำให้เรามีเวลาที่จะปรับปรุงแก้ไขแผนเกษียณของเราให้มีเงินเพียงพอที่จะใช้หลังเกษียณ ซึ่งการออมเงินเป็นลักษณะของการเก็บสะสมเพิ่มพูนความมั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งใช้ระยะเวลาสะสมนานก็จะทำให้มีมูลค่ามาก เราลองนึกถึงตัวอย่างใกล้ตัวซึ่งทุกคนผ่านมาแล้วก็น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ได้กับการออมเงิน คือ ช่วงเวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบ


  • ถ้าเราวางแผนการอ่านตั้งแต่เนิ่นๆ ค่อยๆอ่านหนังสือสะสมเรื่อยๆ มีเวลาทำแบบฝึกหัดเพื่อทดสอบตนเองก่อนเจอข้อสอบจริง ถ้าเราทำผิดในข้อใดบ่อยๆแสดงว่าเรายังไม่เข้าใจเนื้อหาที่จะสอบอย่างเพียงพอ เราก็กลับไปอ่านทบทวนเพื่อสร้างความเข้าใจก่อนเข้าสอบจริง พอใกล้วันสอบเรามีเวลาพักผ่อนเพื่อสมองจะได้ปลอดโปร่งเตรียมพร้อมที่จะสอบในวันรุ่งขึ้น 


  • แต่ถ้าเราไม่สนใจอ่านหนังสือตั้งแต่แรกแล้วมาเร่ิงในช่วงก่อนสอบเพียงไม่กี่วัน เราก็อาจจะต้องอ่านหนังสือแบบหามรุ่งหามค่ำ มีเวลาอ่านทบทวนน้อยเพราะต้องเร่งอ่านให้จบ ไม่มีเวลาทบทวนแบบฝึกหัดเพื่อทำความเข้าใจก่อนสอบ เมื่อนอนดึกสมองก็เบลอเจอข้อสอบเข้าไปก็มึนๆก็อาจจะทำข้อสอบได้ไ่ม่เต็มที่
บางคนอาจจะเถียงว่าเพื่อนคนนั้นไม่เห็นอ่านหนังสือก็สอบผ่าน มันไม่เกี่ยวกับการวางแผนอ่านหนังสือสักนิด อย่าลืมว่าสมองของแต่ละคนมีการรับรู้ได้ช้าหรือเร็วแตกต่างกัน บางคนฟังครั้งเดียวก็เข้าใจแล้วก็สอบได้โดยที่ไม่ต้องทบวนมาก บางคนก็ต้องอ่านซ้ำหลายๆครั้งถึงเข้าใจ แต่เราเชื่อว่าคนเก่งขนาดไหนก็แพ้ความขยัน ถ้าเราคิดว่าเราเก่ง เรารู้หมดแล้วก็จะไม่พัฒนา การเรียนรู้ก็จะหยุดลงเมื่อเรียนจบ ความรู้บนโลกนี้มีเยอะเรียนรู้ทั้งชาติก็ไม่หมด เพียงแต่เราต้องรู้ว่าเรารู้อะไรและไม่รู้อะไร เพื่อที่เราจะได้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ต่อไป

ถ้าเราสอบตกก็อ่านหนังสือกลับไปแก้ตัวใหม่ได้
แต่การวางแผนเกษียณ
ถ้าเราวางแผนช้าเกินไปก็ไม่มีโอกาสย้อนอายุกลับไปแก้ไขได้

ตัวเลขต่อไปนี้อาจจะเป็นแรงจูงใจหนึ่งที่ทำให้เราเริ่มคิดวางแผนเกษียณกันได้นะค่ะ สองวิธีแรกจะเป็นการใ้ช้สูตรทางการเงินโดยคิดจากมูลค่าเงินตามเวลา ส่วนสูตรที่สามจะเป็นตัวเลขตรงๆคิดโดยไม่คำนึงถึงมูลค่าเงินตามเวลาหนะค่ะ

วิธีที่ 1 วิธีคิดคำนวณจากปัจจุบัน ==> อนาคต

เราลองคำนวณตัวเลขการออมเงินต่อเดือนในปัจจุบันเพื่อดูว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ในอนาคตโดยคิดให้เกินเงินเฟ้อไว้จะได้ปลอดภัยดังนั้นจึงใช้สมมติฐานที่อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% และเป็นการฝากเงินในจำนวนที่คงที่เท่ากันทุกเดือน (ถ้าจะคำนวณโดยใช้อัตราการออมที่มากขึ้น เช่น เริ่มทำงานออมเดือนละ 1,000 บาท พอทำงานผ่านไป 2 ปีออมเงินเป็นเดือนละ 5,000 บาท อาจจะใช้การคำนวณใน Excel จะทำให้ได้มูลค่าเงินออมที่ตรงกับวิธีการออมของเรามากที่สุด)


อธิบายตาราง

ถ้าเราออมเงินเดือนละ 1,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี
  • เราออมเงินติดต่อกันเป็นระยะเวลา 35 ปี( สมมติว่าออมตั้งแต่อายุ 25 ปีจนถึง 60 ปี)
    • เราจะมีเงินในอีก 35 ปีข้างหน้าเท่ากับ 741,563.66 บาท
  • เราออมเงินติดต่อกันเป็นระยะเวลา 25 ปี( สมมติว่าออมตั้งแต่อายุ 35 ปีจนถึง 60 ปี) 
    • เราจะมีเงินในอีก 25 ปีข้างหน้าเท่ากับ 446,007.82 บาท
  • เราออมเงินติดต่อกันเป็นระยะเวลา 15 ปี( สมมติว่าออมตั้งแต่อายุ 45 ปีจนถึง 60 ปี) 
    • เราจะมีเงินในอีก 15 ปีข้างหน้าเท่ากับ 226,972.69 บาท

เราลองสังเกตตัวเลขที่ออมเงิน ยิ่งระยะเวลาการเก็บออมยาวนานเงินสะสมเราจะยิ่งมากขึ้น  ปัจจัยสำคัญที่เราควรนึกถึงจะเป็นแหล่งเก็บเงินที่ไหนบ้างที่รักษาเงินของเราไว้ไม่ให้เสื่อมมูลค่าลงตามกาลเวลา รักษาให้มีอัตราเติบโตปีละ 3% (ให้อัตราผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อ) ตัวเลขตารางนี้บอกไม่ได้ว่าเงินจำนวนนี้เพียงพอหลังเกษียณหรือไม่ เพียงแต่ต้องการบอกว่าถ้าเราออมด้วยจำนวนเงินนี้แล้วจะเป็นเงินเท่าไหร่ในอนาคต สังเกตได้ว่าไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายอย่างแน่นอน ดังนั้นเราควรปรับปรุงแผนการออมของเรา  โดยการหาแหล่งเก็บเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อมากๆ(เพิ่มรายได้) หรือตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

วิธีที่ 2 วิธีการคำนวณจากอนาคต ==>ปัจจุบัน

ตารางนี้ใช้อัตราผลตอบแทนคงที่ 3% โดยคิดจากจำนวนเงินที่เราต้องการจะใช้ในอนาคตนับจากการเกษียณอายุที่ 60 ปีว่าใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่แปลงให้เป็นมูลค่าปัจจุบันเป็นจำนวนเงินออมที่เราควรมี ณ ปีที่อายุ 60 ถ้าปัจจุบันมีเงินออมเกินแล้วก็เบาใจได้นิดนึง แต่ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะอาจจะมีค่าใช้่จ่ายที่ไม่คาดหวังเกิดขึ้น  เช่น ค่ารักษาพยาบาล เราควรเตรียมเผื่อไว้ด้วย แต่ถ้ายังมีไม่ถึงก็ต้องมานั่งพิจารณาแล้วหละว่าปัจจุบันจะทำอย่างไร ตัดค่าใช้จ่ายอะไรหรือหารายได้เพิ่มอย่างไร


คำอธิบายตาราง
  • สมมติเรามีช่วงเวลานับจากวันเกษียณอีก 35 ปี(เริ่มจาก 60 ปีไปอีก 35 ปี คือ อายุ 95 ปี) 
    • เราต้องการใ้ช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 10,000 บาท ดังนั้นเราควรมีเงินออมให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงเวลานั้นทั้งหมด 2,598,413.68 บาท
  • สมมติเรามีช่วงเวลานับจากวันเกษียณอีก 25 ปี(เริ่มจาก 60 ปีไปอีก 25 ปี คือ อายุ 85 ปี) 
    • เราต้องการใ้ช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 10,000 บาท ดังนั้นเราควรมีเงินออมให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงเวลานั้นทั้งหมด 2,108,764.53 บาท 
  • สมมติเรามีช่วงเวลานับจากวันเกษียณอีก 15 ปี(เริ่มจาก 60 ปีไปอีก 15 ปี คือ อายุ 75 ปี)
    • เราต้องการใ้ช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 10,000 บาท ดังนั้นเราควรมีเงินออมให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงเวลานั้นทั้งหมด 1,448,054.71 บาท
อายุคาดการณ์หลังจากอายุ 60 ปีนั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละบุคคล ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์จะทำให้คนอายุยืนขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมไว้คือ ค่าใช้จ่ายเพื่อให้เพียงพอหลังเกษียณ ผู้เขียนมีย่าที่ชรามาก ต้องนอนพักอยู่บนเตียงตลอดเวลา โชคดีที่ย่ามีลูกเยอะก็ทำให้มีคนดูแลในช่วงเวลานี้ แต่ถ้ามองไปในอีกหลายปีข้างหน้าเป็นช่วงที่คนไทยเป็นโสดมากขึ้น ครอบครัวที่แต่งงานก็มีลูกน้อยลง บางครอบครัวมีเพียง 1-2 คน แต่ละคนต้องดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัวของตนก็ไม่มีเวลาดูแลญาติผู้ใหญ่ แล้วตอนนั้นใครกันที่จะมาดูแลคนชราเหล่านี้ จุดนี้แหละทำให้เกิดเป็นธุรกิจใหม่ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูแลคนแก่ตามบ้านมากขึ้น ถ้าตอนนั้นเราจำเป็นต้องจ้างคนมาดูแลจึงจำเป็นต้องเตรียมค่าใ้ช้จ่ายส่วนนี้ไว้ด้วย

วิธีที่ 3 
จากตารางข้างบนใช้สูตรการเงินบางคนอาจจะอ่านแล้วงงๆ เราเลยลองคำนวณตัวเลขแบบตรงๆโดยไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าเงินตามเวลา คิดเป็นตัวเลขกลมๆเข้าใจง่าย 


เราลองสอบถามเพื่อนบางคนว่าอยากมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณเดือนละเท่าไหร่ ก็บอกมาว่าเดือนละ 50,000 บาท เราคำนวณให้ว่าต้องเก็บเดือนละเท่าไหร่จากปัจจุบันถึงจะมีเงินไว้ใช้ตามที่ตั้งใจไว้ เท่านั้นแหละ ก็ถึงกับบ่นว่าทำไมเยอะจัง ใครจะทำได้ เราอย่าปล่อยให้เป็นเพียงตัวเลขสมมติ เราต้องใช้ตัวเลขนี้เป็นเป้าหมายให้เรามีวินัยในการออมเงินให้มากขึ้น

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลนี้อ่านเจอเมื่อเช้า เป็นสัดส่วนการออมเงินของผู้มีความมั่งคั่งสูงว่าเค้าเหล่านั้นจัดสรรเงินไว้ในสินทรัพย์อะไรบ้าง ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



บทความที่น่าสนใจ


วิธีค้นหาตัวตนจากการเขียนคำไว้อาลัย
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post_22.html

สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

ประกันชีวิตหักลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ตอนที่ 1/2
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/09/200000-12.html

แนะนำหนังสือ "SOROS" (โซรอส)
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/soros.html

อ่านหนังสือสร้างโลก
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_20.html

ลูกจะมีวินัยทางการเงินหรือไม่นั้นต้องเริ่มจากพ่อกับแม่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_4.html

ต้นทุนชีวิต - มีมูลค่าเท่าไหร่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/05/blog-post.html

บัตรเครดิตที่เราต้องรู้
 ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/blog-post.html

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อยากให้คนออมเงินแต่ทำไมมีแต่โฆษณาสินเชื่อ??


ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นมาอยู่ที่ 56% ของจีดีพี 
และสูงกว่าสัดส่วนผลตอบแทนจากการจ้างงาน
ต่อรายได้ประชาชาติคงที่อยู่ระดับ 35-38% 
แสดงถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อความสามารถชำระหนี้ของครัวเรือน 
จากข้อมูลปี 2554 พบว่า ครัวเรือนที่มีการชำระหนี้ 
มีสัดส่วนของการชำระหนี้สูง 1 ใน 3 ของรายได้ในแต่ละเดือน 
เกินระดับหนี้ต่อรายได้ที่มีความเหมาะสมอยู่ที่ 28% 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน 
จะมีสัดส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยสูงถึงเกือบสองเท่าของระดับดังกล่าว **

**ติดตามเนื้อหาข่าวฉบับเต็มอยู่ด้านล่าง

โฆษณาหลายๆสื่อ เช่น ทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต นิตยสาร FB ป้ายโฆษณาและอีกหลายๆทางตามแต่จะมีช่องทางให้เข้าถึงคนหมู่มากๆ เคยลองนั่งนับไหมว่ามีโฆษณาให้สินเชื่อจำนวนเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ อนุมัติเร็วทันใจภายในไม่กี่นาที มาขอสินเชื่อวันนี้ลุ้นแลกทอง และมีอีกหลายโฆษณาที่ดูแล้วยังจำไม่ค่อยได้เลยว่าบริษัทให้อะไรบ้าง มันเยอะไปหมดเลือกไปกู้ไม่ถูกกันเลยทีเดียวว่าจะไปกู้ใครดี โปรโมชั่นน่าสนใจทั้งนั้นเลย

จากคำพูดที่พร่ำบอก(หรือแค่พูดถึงพอเป็นพิธีก็ไม่ทราบ)ว่าเป็นห่วงเรื่องการออมของประชาชนและรณรงค์เรื่องการออมเงิน อยากให้คนไทยเป็นสังคมการออมกันมากขึ้น ออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ฯลฯ นอกจากสื่อทางหนังสือพิมพ์ที่เป็นข่าวแล้ว ทำไมไม่เห็นมีโฆษณาทางทีวีบ้างเลย หรือถ้ามีแล้วช่วยกันนับหน่อยว่าโฆษณากี่ครั้ง มีบ้างไหมที่จะทำโฆษณาส่งเสริมการออมเงินออกมาเผยแพร่ให้ดูน่าสนใจ มากกว่าให้นักข่าวอ่านให้ผ่านหูไปวันๆ

แค่อยากเห็นโฆษณาสร้างสรรค์สังคมบ้างหนะค่ะ

เชื่อว่าหลายคนเคยเห็นโฆษณาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประโยคเด็ดๆที่จำได้ " จนเ ครียด กินเหล้า" , "ให้เหล้า = แช่ง"

วีดีโอของ สสส. การทำเกษตรผสมผสานชุดนึงที่ดูแล้วน่ารักดีค่ะ ชื่อชุด เกษตรประณีต


หลายโฆษณาที่ออกมาก็เป็นจุดเริ่มสร้างค่านิยมใหม่ๆให้กับสังคมไทย เช่น ให้เหล้า = แช่ง ทำให้คนมาฉุกคิดเรื่องของขวัญกันมากขึ้น แม้ว่าตอนแรกอาจจะเปลี่ยนได้ยาก แต่เชื่อว่าถ้าตอกย้ำทุกวันคนก็จะเลิกให้เหล้าเป็นของขวัญอย่างแน่นอน

ลองคิดเล่นๆถ้าทาง สสส. เพิ่มการดูแลสุขภาพร่างกายมาช่วยดูแลสุขภาพของเงินในกระเป๋าบ้างหละรูปแบบโฆษณาจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าได้รับเงินสนับสนุนจากแหล่งสถาบันการเงินที่ได้ชื่อว่าส่งเสริมให้คนรักการออมเงิน มียอดการปล่อยสินเชื่อพุ่งกระฉูดมาสนับสนุนด้วยแล้ว รับรองว่าได้หน้า เอ๊ย!!ไม่ใช่ซิ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีทีเดียวแหละ อาจจะเห็นโฆษณาเด็ดๆวิ่งไปมาในทีวีบ่อยๆก็ได้ เช่น

"จน เครียด เลิกเล่นหวย"  หรือ "ออมเงิน = รวย" หรือ "เครดิตดี = ไม่มีหนี้ก็ได้"

การบริโภคนั้นทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบก็จริง แต่ถ้ามากเกินไปจนไม่ป้องกันก็จะทำให้ระบบเสียหายได้เหมือนปี 40 ที่เราโตจากภาคการเงิน การเก็งกำไร ไม่ได้โตจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริงก็เกิดเป็นวิกฤตขึ้นมา ลองคิดเล่นๆว่าการสมัครบัตรเครติดจะมีสัญญาที่ตัวเล็กและพิมพ์ชนิดที่ไม่ชวนอ่านเอาซะเลย เหมือนตั้งใจไม่อยากให้อ่าน น่าจะมีการนำเสนอแบบอื่นดูบ้าง ของเดิมคงมีอยู่แค่ทำเพิ่มโดยใช้สื่ออินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ ทำวีดีโอนำเสนอสัญญาเป็นตัวการ์ตูนที่ดูแล้วเข้าใจง่ายๆว่าเนื้อหาของสัญญาคืออะไร เลือกมาแต่เรื่องที่ต้องรู้เบื้องต้นของสัญญา พอดูจบตอบคำถาม 5 ข้อ ถ้าตอบถูก 3 ใน 5 ข้อก็จะได้รับคะแนนสะสม 100 คะแนน เป็นของรางวัล แค่นี้ก็จะทำให้คนเริ่มสนใจอ่านสัญญาด้านหลังมากขึ้น หรือว่าจะแจกวิธีการใช้บัตรเครดิตที่ถูกต้องเพื่อให้ผู้บริโภครู้จักป้องกันตนเอง ไม่ให้เป็นหนี้เกินตัวและจะได้เป็นลูกหนี้เกรด A ของเรานานๆไงค่ะ ก็ทำเป็น CSR ได้ด้วย

การซื้อขายในสมัยก่อนก็เป็นลักษณะของการแลกกัน ก็แค่หาคนที่มีความต้องการเหมือนกันก็แลกกันได้ แต่กว่าจะหากันเจอในบางครั้งก็เหนื่อย ก็เลยเกิดมาเป็นหาตัวกลางในการแลกเปลี่ยนโดยที่เรากำหนดมูลค่าให้ตัวกลางนั้นๆ ซึ่งปัจจุบัน คือ เงิน นั่นเอง จากแต่ก่อนที่ต้องหอบเหรียญร้อยใส่เอวไปซื้อของ ก็เริ่มทำให้พกพาสะดวกขึ้นเป็นธนบัตร บางครั้งพกเงินสดมากๆก็กลัวหายก็เลยต้องพกเป็นบัตรเครดิตเวลาจะจ่ายอะไรก็สะดวกมากขึ้น(เป็นหนี้โดยไม่รู้ตัวง่ายขึ้นด้วย) ก็เลยลองคิดเล่นๆว่า ต่อไปเราอาจจะไม่ต้องพกเงินสดเลยก็ได้ มีบัตรใบเดียวใช้แทนเงินสดและก็ทำธุรกรรมได้ทุกอย่าง เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือเป็นตัวช่วยในการส่งคำสั่งทำธุรกรรมเพียงแค่กดๆๆ ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ประหนึ่งว่ามีธนาคารบนมือถือ ต่อไปคนหน้าเคาเตอร์ที่ธนาคารคงมีน้อยลงเพราะโทรศัพท์ทำได้เองทุกอย่าง มีคนเคยบอกว่า "ทุกความคิดเป็นไปได้" ก็เลยมีไอเดียฟุ้งๆ คิดขำๆเรื่องการออมเงิน เลยตั้งคำถามว่า...

ถ้าโลกนี้มี "บัตรเงินออม" มันจะเป็นอย่างไร??

บัตรเงินออมเป็นบัตรที่บ่งบอกทางวินัยทางการเงินส่วนบุคคลของผู้ถือบัตร โดยที่บัตรเงินออมจะบันทึกรายรับรายจ่ายของผู้ถือบัตร ว่าแต่ละเดือนมียอดรายรับรายจ่ายเท่าไหร่ ถ้าใครมีพฤติกรรมการใช้เงินที่ผิดปกติ เช่น ฟุ้งเฟ้อ ใช้เงินเกินตัว หรือควบคุมการใช้จ่ายของตัวเองไม่ได้ ระบบก็จะส่งเมล์ไปแจ้งเตือนว่า "คุณมียอดการใช้จ่ายที่ควรได้รับการดูแล" พอแจ้งเตือนไปแล้วเจ้าของบัตรไม่สนใจแก้ไขปรับปรุงการใช้เงินของตัวเอง ก็จะถูกเรียกเข้าพบซึ่งในครั้งนี้ก็จะต้องถูกเข้ารับการอบรมวิธีการใช้เงินที่ถูกต้อง(เหมือนจับมาเลิกยาที่ถ้ำกระบอก)หลังจากจบการอบรมเค้าก็จะมีความรู้ในการดูแลการเงินของตัวเองมากขึ้น

บทความน่าสนใจ


บัตรเครติต & ตลาดหุ้น...หลักการกับปฎิบัติมันไม่เหมือนกัน
==>http://pajareep.blogspot.com/2012/12/blog-post.html


=============================================================


ไทยพาณิชย์ชี้เสี่ยง"หนี้แซงรายได้" ธปท.เกาะติดครัวเรือนค้างชำระเกิน1เดือนพุ่งขึ้น


ธปท.ย้ำเกาะติดสถานการณ์หนี้เอกชนหลังเติบโตสูงต่อเนื่อง หวั่นกระทบเสถียรภาพระบบการเงิน ชี้เริ่มเห็นสัญญาณภาคครัวเรือนชำระหนี้ช้าลง ด้าน "ไทยพาณิชย์" เตือนระวังภาระหนี้โตเร็วนำรายได้ กระทบเศรษฐกิจ

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แม้ขณะนี้ ธปท.ให้น้ำหนักความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่า แต่ขณะเดียวกันก็กังวลต่อปัญหาระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานเกินไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการออมของเอกชน รวมถึงการกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ทำให้ราคาปรับขึ้นและหนี้ภาคครัวเรือนที่ขยับขึ้นตาม ซึ่งธปท.ยังติดตามอย่างใกล้ชิด อีกทั้งมีหลายปัจจัยมีผลต่อทิศทางของนโยบายการเงินในระยะต่อไป หนึ่งในนั้นคือความเสี่ยงจากสินเชื่อเอกชนที่ขยายตัวสูง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาสินเชื่อขยายตัว 15-16% ทำให้ ธปท.ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป้าหมายของนโยบายการเงินต้องดูแลเสถียรภาพสถาบันการเงินด้วย

"ธปท.ติดตามขณะนี้ระดับหนี้เสียยังไม่ได้น่ากังวล เพราะดอกเบี้ยแบงก์จะลดลง ความต้องการสินเชื่อเข้ามามาก แต่มาตรฐานการกลั่นกรองให้สินเชื่อของแบงก์พาณิชย์ไม่ได้ลดลง" นายไพบูลย์กล่าว 

ทั้งนี้ รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับล่าสุดของ ธปท. ระบุผลสำรวจความเห็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินที่ดูแลงานด้านสินเชื่อ ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2555 พบว่า การขยายตัวของสินเชื่อเอกชนในระยะต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งส่วนสินเชื่อธุรกิจและครัวเรือน 

ทั้งนี้ ณ เดือน ส.ค. สินเชื่อภาคเอกชนขยายตัว 15.93% ชะลอลงจาก 16.49% ในเดือนก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสินเชื่อภาคธุรกิจเริ่มชะลอ ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนยังขยายตัวสูง เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 

ในรายงาน ยังระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงของภาคครัวเรือนระยะต่อไปมีทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และอาจส่งผลถึงรายได้ภาคครัวเรือน ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนที่ด้อยลงจากการก่อหนี้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

"เริ่มเห็นสัญญาณความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางหรือรายได้น้อยกว่า 25,000 บาทต่อเดือน ที่กู้เงินจากบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตกลุ่มน็อนแบงก์ สะท้อนจากสินเชื่อค้างชำระเกิน 1 เดือนของครัวเรือนเร่งสูงขึ้นต่อเนื่อง" 

นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า สัดส่วนหนี้ภาคเอกชนของไทยต่อจีดีพีได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ย 4% ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจมีขนาดเท่ากันแล้ว คือประมาณ 56% ของจีดีพี ซึ่งการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนเป็นผลจากการให้สินเชื่อของธนาคารเป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคารรัฐที่สนองนโยบายของรัฐ จนสินเชื่อภาคครัวเรือนสูงกว่า 45% ของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แม้หนี้เอกชนจะเพิ่มขึ้น แต่ภาระหนี้ได้ลดลงมาก เห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ 5-8% ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยต่อปีของเอกชนเท่ากับ 7.7% ของจีดีพี หรือครึ่งหนึ่งของช่วงก่อนวิกฤตปี 2540

ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นมาอยู่ที่ 56% ของจีดีพี และสูงกว่าสัดส่วนผลตอบแทนจากการจ้างงานต่อรายได้ประชาชาติคงที่อยู่ระดับ 35-38% แสดงถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อความสามารถชำระหนี้ของครัวเรือน จากข้อมูลปี 2554 พบว่า ครัวเรือนที่มีการชำระหนี้ มีสัดส่วนของการชำระหนี้สูง 1 ใน 3 ของรายได้ในแต่ละเดือน เกินระดับหนี้ต่อรายได้ที่มีความเหมาะสมอยู่ที่ 28% โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน จะมีสัดส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยสูงถึงเกือบสองเท่าของระดับดังกล่าว 

นอกจากนี้ ครัวเรือนในเกือบทุกกลุ่มรายได้ (ยกเว้นครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนเกินกว่า 100,000 บาท) ยังมีภาระหนี้ต่อเดือนต่ำกว่าระดับ 28% เพียงเล็กน้อย อาจก่อให้เกิดปัญหาทั้งต่อครัวเรือนและเศรษฐกิจไทยโดยรวมได้ในอนาคต หากภาระหนี้ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น


31 ต.ค. 2555 เวลา 16:43:57 น.
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์