วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

ประกันชีวิตหักลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ตอนที่ 1/2




การหักลดหย่อนภาษีนั้นเป็นหนึ่งในการวางแผนภาษี ในแต่ละปีรัฐบาลจะมีนโยบายออกมากระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจ เช่น รถคันแรก บ้านหลังแรก การท่องเที่ยว (ถ้าอยากให้คนไทยมีลูกมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคตก็อาจจะมีนโยบายลูกคนแรกออมมาก็ได้) ทั้งนี้เราต้องคอยติดตามข่าวว่าแต่ละปีมีหักลดหย่อนภาษีอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ไม่เสียสิทธิ

การซื้อประกันชีวิตเพื่อหักลดหย่อนภาษีนั้นเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐต้องการกระตุ้นการออมของประชาชนเพื่อให้มีเงินเพียงพอที่จะใช้ตลอดชีวิต โดยที่เป็นภาระของลูกหลานน้อยที่สุด การส่งเสริมการออมที่ได้รับการลดหย่อน เช่น  LTF หรือ RMF หลายๆคนพอรู้เรื่องเงื่อนไขการซื้อ ขายคืนหรือวิธีการหักลดหย่อนกันพอสมควรแล้วจึงไม่ขอกล่าวถึง

ในบทความนี้กล่าวถึงเฉพาะการหักลดหย่อนโดยการซื้อประกันชีวิตซึ่งมี 2 ส่วน คือ
  • ส่วนที่ 1 โดยทั่วไปจะเรียกว่าหนึ่งแสนแรก โดยสามารถหักได้ไม่เกิน 100,000 บาท เป็นประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองเกิน 10 ขึ้นไป (ตัวอย่างอยู่ในบทความ "สร้างเงินล้านได้จากเงินสะสม 6,209 บาท http://pajareep.blogspot.com/2013/09/6209.html ")
  • ส่วนที่ 2 โดยทั่วไปจะเรียกว่าสองแสนหลัง โดยสามารถหักลดหย่อนสูงสุด 200,000 บาทแต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ ต้องเป็นประกันชีวิตที่ระบุว่า "บำนาญ" เท่านั้นถึงจะหักลดหย่อนภาษีได้ โดยส่วนนี้เมื่อรวมกับ RMF , กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ,กบข.,กองทุนสงเคราะห์โรงเรียนเอกชน แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท 
การวางแผนซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญเพื่อลดหย่อนภาษีนั้นควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ โดยใช้เป้าหมายของผู้ที่ต้องการลดหย่อนเป็นเกณฑ์ว่าต้องการรับเงินบำนาญแบบใด เช่น  อัตราเบี้ยประกันภัย การกำหนดอายุรับเงินบำนาญเองได้ เป็นต้น

บทความเรื่องลดหย่อนภาษีจากการซื้อประกันชีวิตค่อนข้างยาวผู้เขียนจึงแบ่งเป็น 2 บทความ คือ
  1. ประกันชีวิตแบบบำนาญ 60/85 (AIA Annuity 60/85) ตัวอย่างด้านล่าง
  2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ สมาร์ท (AIA Annuity Smart@55 , 60 ,65) ในบทความต่อไปตามลิ้งค์ภาพข้างล่าง
ตัวอย่างการวางแผนลดหย่อนภาษีจากการซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ 60/85

คุณอภินิหารเงินออมอายุ 40 ปี ต้องการวางแผนภาษีโดยการซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี ซึ่งคุณอภินิหารเงินออมใช้สิทธิการลดหย่อน 100,000 บาทครบแล้ว(ซื้อประกันชีวิตที่มีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป) จึงอยากจะใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมในส่วนของการซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญที่หักได้สูงสุด 200,000 บาท

รูปที่ 1 ภาพรวมของประกันชีวิตแบบบำนาญ 60/85
คุณอภินิหารเงินออมอายุ 40 ปีต้องการทุนประักัน(ความคุ้มครอง) 1,500,000 บาท โดยที่ต้องจ่ายชำระเบี้ยประกันปีละ 116,250 บาท ซึ่งจะแบ่งคำอธิบายเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงจ่ายเบี้ยประกัน ช่วงรับเงินบำนาญ และสิทธิประโยชน์ทั้งหมดจากการลดหย่อนภาษี

รูปที่ 1

รูปที่ 2 ช่วงจ่ายเบี้ยประกัน(ลดหย่อนภาษี)
ช่วงเวลาชำระเบี้ยประกันปีละ 116,250 บาท ซึ่งจ่ายตั้งแต่อายุ 40 ปี ได้รับความคุ้มครองชีวิต 1,500,000 บาทไปจนตลอดถึงอายุ 50 ปี และความคุ้มครองชีวิตจะสูงขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่อายุ 51 ปี(ตัวเลขสีน้ำเงิน) จนกระทั่งอายุ 59 ปี ความคุ้มครองจะเป็น 3,000,000 บาท โดยเป็นการชำระเบี้ยทั้งสิ้น 20 งวด

รูปที่ 2

รูปที่ 3 ช่วงรับเงินบำนาญ 
หลังจากอายุ 60 ปีซึ่งเป็นช่วงวัยเกษียณจะได้รับเงินสดคืน 10% ของทุนประกันเป็นเงินบำนาญทุกปี ตั้งแต่อายุ 60-85 ปี เป็นจำนวนเงินปีละ 1,500,000 x 10% = 150,000 บาท รวม 26 งวดเป็นเงินทั้งสิ้น 3,900,000 บาท

ถ้าระหว่างที่รอรับเงินบำนาญเกิดเสียชีวิต(ในช่วงอายุตั้งแต่อายุ 60-74 ปี) ก็จะรับประกันเงินบำนาญ 15 ปี เช่น ขณะอายุ 65 ปีเสียชีวิต ผู้เอาประกันจะได้รับเงินสด 2 ส่วน คือ เงินรายงวด + การันตีเงินบำนาญ = 150,000 + 1,224,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 1,374,000 บาทเพื่อเป็นมรดกให้กับคนในครอบครัว

รูปที่ 3

รูปที่ 4 สิทธิประโยชน์ทั้งหมดจากการลดหย่อนภาษี
ตารางผลประโยชน์ตั้งแต่อายุ 60-85 ปี สมมติคิดที่อัตราภาษี 20% ซึ่งวิธีคำนวณ ดังนี้

ข้อที่ 1 ได้รับเงินสดคืน 10% ตั้งแต่อายุ 60-85 ปี(บำนาญ) 
==> 150,000 x 26 = 3,900,000 บาท

ข้อที่ 2 รวมรับผลประโยชน์ทางภาษีตั้งแต่อายุ 40-59 ปี รวม 20 งวด (ถ้าจ่ายภาษีในอัตราที่มากขึ้นก็สามารถใช้หลักการเดียวกันคิดได้เช่นกัน) คือ 

จำนวนเบี้ยรายปี x อัตราภาษี = จำนวนเงินที่ประหยัดภาษี

==> ประหยัดภาษีได้ปีละ 116,250 x 20% = 23,250 บาท
==> ประหยัดภาษีได้ทั้งหมด 23,250 x 20 งวด = 465,000 บาท

ข้อที่ 3 รวมรับผลประโยชน์ตลอดสัญญา
==> 3,900,000 + 465,000 = 4,365,000 บาท

ข้อที่ 4 หักเบี้ยประกันสะสม
==> 116,250 x 20 = 2,325,000 บาท

ข้อที่ 5 ส่วนต่างผลตอบแทนที่ได้รับมากกว่าเบี้ยประกัน
==> 4,365,000 - 2,325,000 = 2,040,000 บาท

รูปที่ 4



หนังสือแนะนำก่อนตัดสินใจซื้อประกันชีวิต




บทความน่าสนใจ


ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ตอนที่ 2/2
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/12/200000-22.html

วิธีค้นหาตัวตนจากการเขียนคำไว้อาลัย
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post_22.html

งดเหล้า เลิกบุหรี่ สุขภาพดีและมีเงินออม 
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post.html

สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

ภาพรวมของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมี 5 แผน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/5.html

บทเรียนจากแบบฝึกหัดเขียน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_6.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

สร้างเงินล้านได้จากเงินสะสม 6,209 บาท



จากคำแนะนำที่เราพบเห็นโดยทั่วไปในกรณีที่เราอยากมีเงินออมเราจะได้ยินว่า
  • ถ้าอยากมีเงินออมก็ต้องเก็บเงินซิ
  • เราต้องลดรายจ่าย 
  • เราต้องเพิ่มรายได้ 
  • ให้เงินทำงานโดยนำเงินไปลงทุน
  • เราต้องประหยัด
เป็นคำที่ใครๆก็พูดได้ แต่รู้สึกไหมว่าทำยากจัง หลักการที่สวยหรูในบางครั้งไม่สามารถทำได้จริงในสภาวะปัจจุบันที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ มันเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจหรือความพยายามของเราไม่เพียงพอกันแน่??

ในที่สุดแล้วเราก็ต้องมีเงินออมบางส่วนที่มีสภาพคล่อง (หรือสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว) เพื่อใช้จ่ายในภาวะต่างๆ เช่น ในภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบใช้เงินจากโรคภัยไข้เจ็บหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด พอถึงช่วงเวลานั้นเราจะรู้ทันทีว่าเงินออมของเรานั้นมีประโยชน์มาก แล้วถ้าเราไม่มีเงินออมไว้สำหรับช่วงเวลาฉุกเฉินจะหาเงินมาจากที่ไหนเพื่อใช้จ่ายได้ทันเวลา

นั่นไง!! กำลังคิดว่าให้ใช้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดมาใช้ในภาวะฉุกเฉินใช่ไหมจ๊ะ

แม้ว่าบัตรเครดิตจะบอกว่าอำนาจการจ่ายอยู่ในมือเรา มันทำให้เราเข้าใจว่าเราจะจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ แต่ความจริงก็คือ อำนาจตรงนั้นก็มาจากเงินในอนาคตของเรานั่นเอง ถ้าปัจจุบันนี้ใช้เงินในอนาคตจนหมดแล้วต่อไปในอนาคตเราจะนำเงินที่ไหนมาใช้ ถ้าเป็นแบบนั้นคงไม่ไหว แล้วเราจะทำงานไปเพื่ออะไรกัน ดังนั้นเราควรให้เวลาตนเองโดยหันกลับมาทบทวนเงินออมของเราตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่เริ่มออมตอนได้รับโบนัส บางครั้งช่วงได้รับโบนัสก็อาจจะออมไม่ได้เพราะคิดว่าทำงานเหนื่อยมาทั้งปีแล้วขอใช้เงินให้สะใจสักหน่อย สุดท้ายโบนัสก็ไม่เหลืออีกเช่นกัน -_-"

เมื่อเรารู้ว่าควรมีเงินออมแล้วมีวิธีการอย่างไรบ้างหละ เราลองมาศึกษาวิธีการเริ่มออมง่าย ไม่ยากเลยว่าควรทำอย่างไรบ้าง

เราได้ไอเดียจากการผ่อนชำระค่าสินค้าหรือบริการของบัตรเครดิตเป็นรายงวด สมมติว่าเราผ่อนมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดราคา 30,000 บาทเป็นระยะเวลา 6 เดือน เดือนละ 5,000 บาท ระดับการยอมรับการสูญเสียเงินของแต่ละคนนั้นต่างกัน บางคนชอบการจ่ายทีเดียวจบโดยชำระเงินทั้งหมด 30,000 บาทแล้วได้มือถือมาใช้ แต่บางคนมองว่ามันเหนื่อยและสร้างภาระให้เรามากเกินไป ผ่อนจ่ายเดือนละ 5,000 บาทจะดีกว่า ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยน้อยลงแต่ก็ได้มือถือมาใช้เหมือนกัน

นั่นซิ ทำไมเราไม่ใช้ไอเดียนี้มาเป็นจุดเริ่มต้นการออมเงินของเราหละ ไม่ต้องออมเงินทีเดียวก้อนใหญ่ๆ โดยการรอโบนัสปลายปีแล้วจึงออม แต่ค่อยๆเก็บสะสมไปเรื่อยๆ จึงกลายมาเป็นไอเดียที่ว่า การออมเงินแบบผ่อนจ่าย โดยที่เราสร้างโปรแกรมการออมภาคบังคับให้กับตนเอง ซึ่งวิธีการนี้เราก็นำมาใช้กับตนเองแล้วผลดีมากจึงนำมาแชร์ค่ะ

ในใจของหลายๆคนฝันอยากจะมีเงิน 1 ล้านบาท การสะสมเงินเพื่อให้ตามฝันนั้นมีหลายวิธี อาจจะเป็นเงินที่เราใช้แรงงานหามาหรือให้เงินทำงาน ซึ่งบางคนอาจจะทำอาชีพเสริมหลังจากการทำงานประจำโดยการขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต ทำธุรกิจส่วนตัว ขายของที่ตลาดนัด ฯลฯ เราขอแสดงความยินดีสำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จโดยเก็บเงินได้ตามที่ต้องการ แต่ก็มีบางส่วนที่ยังไม่สามารถทำได้เพราะใจยังไม่แข็งแรงพอ ความอดทนต่อสิ่งรอบตัวที่ทำให้เราต้องควักเงินซื้อตลอดเวลาไม่ได้  อย่าพึ่งท้อใจไปนะจ๊ะ ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้ เพียงเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลแล้วหละ

บทความนี้จะกล่าวถึงทางเลือกหนึ่งในการสร้างเงินสดสะสมในอนาคตที่บางครั้งเรามองข้ามไป หรือไม่เคยนึกถึงเพียงเพราะมีทัศนคติในแง่ลบ(อันนี้พูดถึงตนเองซึ่งเคยคิดแบบนั้น กว่าจะปรับทัศนคติได้ก็ใช้เวลาเกือบปี) เรามาดูวิธีการออมเงินแบบผ่อนจ่ายกันว่าการสะสมเงินเดือนละ 6,209 บาทแล้วจะมีเงินล้านได้อย่างไร


  • สิ่งแรกที่เราควรทำ คือ ผูกบัญชีเงินเดือนของเรากับบัญชีเพื่อการออมเงิน เช่น การฝากออมทรัพย์ การซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ หรือบัญชีอะไรก็ได้ที่เราฝากแล้วสามารถถอนได้ในอีก 1 ปีข้างหน้าโดยที่มูลค่าไม่ลดลง ซึ่งวิธีนี้เงินจะถูกตัดออกไปอัตโนมัติโดยที่เราไม่เห็นและไม่รู้สึกสูญเสียมากเท่ากับการถอนเงินเพื่อไปฝากเอง ความรู้สึกสูญเสียเงินต่างกันมาก
  • เมื่อเงินเดือนของเราเข้าบัญชีในช่วงสิ้นเดือน ระบบก็จะัตัดเงินจำนวน 6,209 บาทเข้าบัญชีเพื่อการออมอัตโนมัติ พอครบ 1 ปีจะเป็นเงินโดยประมาณ 74,500 บาท (ไม่รวมดอกเบี้ย) 
  • เราถอนเงินจำนวน 74,500 บาทเพื่อชำระกองทุนเงินล้านของเรา
  • ความคุ้มครองชีวิตและได้รับเงินชดเชยในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ 
  • หากเกิดการสูญเสียเสาหลักในการหารายได้ เงินส่วนสามารถเป็นมรดกเงินสดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินให้แก่ครอบครัว
  • พิเศษยิ่งกว่านั้นที่เงินสะสมที่เราจ่ายไปนั้นทำให้เราประหยัดภาษีได้อีกด้วย

เราลองมาดูวิธีการออมเงินแบบผ่อนจ่ายจากตัวอย่างง่ายๆนี้กันคะ

ตัวอย่าง คุณอภินิหารเงินออม อายุ 30 ปีต้องการออมเงินให้ได้ 1 ล้านบาทและได้รับความคุ้มครองชีวิตในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้จากไปก่อนครบสัญญาก็ยังมีเงิน 1 ล้านบาทเป็นมรดกให้แก่บุคคลในครอบครัวใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป จึงเลือกแบบประกันชีวิตเป็นแบบสะสมทรัพย์ 25 ปี ชำระเบี้ยประกัน 15 ปี(มีเงินปันผล)



  • จากวิธีการออมเงินแบบผ่อนจ่ายเดือนละ 6,209 บาท ทำให้มีเงินออมเพื่อชำระเบี้ย 1 ปีจำนวน 74,500  บาท เพื่อเป้าหมายออมเงิน 1 ล้านบาท โดยทำการออมเงินทั้งสิ้น 15 ปี 
  • ทางเลือการออมเงินแบบนี้ ทุกสิ้นปีจะได้ัรับเงินสดคืน 1% ของทุนประกันคือ 1,000,000 x 1% = 10,000 บาท รวมทั้งหมด 23 ครั้งเป็นเงินทั้งสิ้น 230,000 บาท 
  • ในปีสุดท้ายของสัญญาคือปีที่ 25(คุณอภินิหารเงินออมอายุ 55 ปี) ได้รับเงินคืน 121% ของทุนประกัน คือ 1,000,000 x 121% = 1,210,000 บาท รวมเงินทั้งหมดตลอดระยะเวลาการฝาก 15 ปีและได้รับความคุ้มครองชีวิตในกรณีทุพพลภาพหรืออุบัติเหตุทั้งหมด 25 ปีจะได้รับเงินรวม 1,440,000 บาท 
  • โดยจ่ายเงินสะสมปีละ 74,500  บาท ระยะเวลา 15 ปี เป็นเงิน 1,117,500 บาท สรุปว่าคุณอภินิหารเงินออมได้รับผลตอบแทนมากกว่าการจ่ายเงินสะสม 322,500 บาท (เงินปันผลนั้นจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนของบริษัท)
ระหว่างทางก่อนครบกำหนดชำระ 15 ปีต้องการหยุดชำระเบี้ย เราควรศึกษาให้ดีว่าจะใช้วิธีใดให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด โดยที่จะเปรียบเทียบการหยุดส่งในปีที่ 10 และปี 11 ซึ่งเพียงปีเดียวก็สร้างความแตกต่างได้มากในเงินก้อนสุดท้าย ดังนี้

วิธีที่ 1 คือ การขอเวนคืนกรมธรรม์ ณ สิ้นปีที่ 11 เป็นการหยุดชำระเบี้ยแล้วขอรับเงินคืนทันทีในสิ้นปีที่ 11 โดยวิธีนี้จะทำให้เราเสียประโยชน์เพราะจะได้รับเงินกลับมาน้อยกว่าเงินที่เราสะสม โดยที่เราจ่ายเงินสะสม 819,500 บาท แต่ได้รับเงินสดกลับมาเพียง 715,000 บาท เสียประโยชน์ไป -104,500 บาท ดังนั้นไม่ขอแนะนำให้ใช้วิธีนี้



วิธีที่ 2 คือ การเปลี่ยนกรมธรรม์เป็นใ้ช้เงินสำเร็จหรือเปลี่ยนกรมธรรม์เป็นแบบขยายระยะเวลา ณ สิ้นปีที่ 11 โดยตั้งแต่ปีที่ 12 เราหยุดการชำระเบี้ยประกัน ทั้งนี้เรายังได้รับเงินคืนในปีที่ 25 จำนวน 1 ล้านบาทเช่นเดิมและยังได้รับเงินสดคืนทันที ณ สิ้นปีที่ 11 เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท โดยที่เราจะได้รับประโยชน์จากวิธีนี้เพราะจะได้รับเงินทั้งสิ้น 1,105,000 บาท โดยชำระเบี้ยเพียง 819,500 บาท โดยได้รับผลประโยชน์เกินเบี้ยที่เราจ่าย 285,500 บาท




วิธีที่ 3 คือ การขอเวนคืนกรมธรรม์ ณ สิ้นปีที่ 10 เป็นการหยุดการส่งเงินสะสมแล้วขอรับเงินคืนทันทีในสิ้นปีที่ 10 โดยวิธีนี้จะทำให้เราได้เสียประโยชน์เพราะจะได้รับเงินกลับมาน้อยกว่าเงินที่เราสะสม โดยที่เราจ่ายเงินสะสม 745,00 บาท แต่ได้รับเงินสดกลับมาเพียง 633,000 บาท เสียประโยชน์ไป -112,000 บาท ดังนั้นไม่ขอแนะนำให้ใช้วิธีนี้



วิธีที่ 4 คือ  การเปลี่ยนกรมธรรม์เป็นใ้ช้เงินสำเร็จ ณ สิ้นปีที่ 10 โดยการจ่ายชำระเบี้ยมาแล้ว 10 ปีแล้วหยุดชำระเบี้ยตั้งแต่ปีที่ 11 เป็นต้นไป เราได้รับความคุ้มครองไม่ถึง 1 ล้านบาท โดยที่จะได้รับความคุ้มครอง 923,000 บาทไปตลอดจนถึงปีที่ 25 ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากวิธีนี้เพราะจะได้รับเงินทั้งสิ้น 1,013,000 บาท โดยชำระเบี้ย 745,000 บาท โดยได้รับผลประโยชน์เกินเบี้ยที่เราจ่าย 268,000 บาท



วิธีที่ 5 คือ  การเปลี่ยนกรมธรรม์ขยายระยะเวลา ณ สิ้นปีที่ 10 โดยการจ่ายชำระเบี้ยมาแล้ว 10 ปีแล้วหยุดชำระเบี้ยตั้งแต่ปีที่ 11 เป็นต้นไป เราได้รับความคุ้มครอง 1 ล้านบาท ไปอีก 15 ปี และได้รับเงินก้อนในปีที่ 25 อีกจำนวน 909,000 บาท ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากวิธีนี้เพราะจะได้รับเงินทั้งสิ้น 999,000 บาท โดยชำระเบี้ย 745,000 บาท โดยได้รับผลประโยชน์เกินเบี้ยที่เราจ่าย 254,000 บาท




ไม่มีคำว่าพรุ่งนี้สำหรับการออม
มันมีแต่ เริ่มตอนนี้ และเดี๋ยวนี้เท่านั้น



บทความน่าสนใจ


เปลือกนอกที่หลอกตา
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/12/blog-post.html

ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ตอนที่ 2/2
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/12/200000-22.html

วิธียืมเงินเพื่อนที่ได้เงินชัวร์ๆ
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post_26.html

วิธีค้นหาตัวตนจากการเขียนคำไว้อาลัย
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post_22.html

งดเหล้า เลิกบุหรี่ สุขภาพดีและมีเงินออม 
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post.html

สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

ภาพรวมของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมี 5 แผน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/5.html

บทเรียนจากแบบฝึกหัดเขียน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_6.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post.html




วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

แนะนำหนังสือ "SOROS" (โซรอส)

เราเคยมีความคิดที่โง่เขลาเกี่ยวกับการโจมตีค่าเงินของ George Soros โดยคิดแต่มุมมองแคบๆว่า " Soros เป็นใคร เขาไม่รู้รึไงว่าการทำแบบนั้นทำให้คนอื่นเดือดร้อน เศรษฐกิจล้ม คนไม่มีงานทำ" (โดยลืมนึกไปว่ามันก็ต้องขึ้นอยู่กับคนบริหารประเทศด้วยว่าจะรับมืออย่างไร) และก็มารู้อีกว่าก่อนที่จะมาโจมตีค่าเงินบาทก็เคยโจมตีค่าเงินปอนด์มาแล้ว มันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าคนนี้เป็นคนใจร้ายออกไปทางขี้โกงอีกต่างหากที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอื่นล้ม

พอกันทีสำหรับความไม่รู้ การคาดเดาจากอากาศไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมา ดังนั้นเราก็เลยคิดว่าน่าจะลองหาหนังสือที่เกี่ยวกับกระบวนการคิดของ Soros มาอ่านบ้างแล้วหละว่าเขาคิดยังไงถึงทำไปแบบนั้น แล้วเป็นความโชคดีที่บังเอิญเราเจอหนังสือเล่มนี้ในห้องสมุดมารวย


หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจอะไรต่างๆมากขึ้น จนกระทั่งสามารถลบความคิดเดิมออกได้ เราเริ่มเข้าใจความต่อเนื่องของเหตุกาณ์ว่าเมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้นแล้วอีกสิ่งหนึ่งก็จะเกิดตามมา แม้ว่าเราพึ่งเปิดอ่านไม่กี่หน้าแต่ก็อยากจะบอกให้คนอื่นลองอ่านดูจะได้เข้าใจสภาพการเก็งกำไรจากเหตุการณ์ต่างๆ และทำให้เราเริ่มเข้าใจวิธีการโจมตีค่าเงินบาทจากการโจมตีค่าเงินปอนด์

ในปีที่ 1990 เป็นช่วงที่ประเทศอังกฤษ เข้าร่วมกลไกอัตราแลกเปลี่ยนยุโรป (ERM) โดยเป็นโครงการที่ปูทางไปสู่การเป็นเงินยูโรสกุลเดียว ซึ่งโซรอสมองว่าระบบเศรษฐกิจของอังกฤษยังไม่แข็งแกร่ง แม้เข้าร่วมไปสักวันก็ต้องออกจากระบบ จนกระทั่งในปี 1992 วิกฤตการเงินก็เกิดขึ้นที่ยุโรปตะวันตกและอังกฤษก็ต้องการให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เยอรมันไม่ยอมเพราะเกรงว่าจะเกิดเงินเฟ้อจะกลับมาในประเทศของตน อังกฤษต้องการปรับปรุงเศรษฐกิจของตนจึงจำเป็นที่จะต้องลดค่าเงินเพื่อให้ภาคการส่งออกดูดีขึ้น วิกฤตเริ่มชัดเจนขึ้นในกลางเดือนกันยายน สัญญาณแรกที่ทำให้โซรอสเริ่มขายเงินปอนด์มาจากการที่เงินเรียลของอิตาลีด้อยค่าลง แล้วสุดท้ายอังกฤษก็ลดค่าเงินจริงๆ(เนื้อหาบางส่วนเราถ่ายรูปจากในหนังสืออ่านไว้ที่ด้านล่างค่ะ)

ดูจากภาพรวมแล้วเป็นการเก็งกำไรจากความไม่สมดุลของเศรษฐกิจที่ไม่เป็นในทิศทางเดียวกัน คงคล้ายๆกับของประเทศไทยที่ตอนนั้นเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์กันมากชนิดที่ว่าราคาเปลี่ยนเป็นรายนาที เงินบาทของเราในปี 40 นั้นเป็นแบบคงที่ (ทั้งที่ความจริงควรจะอ่อนค่ามากกว่านี้) ซึ่งไม่ตรงกับสภาพเศรษฐกิจที่ภายนอกดูเฟืองฟู ทุกอย่างดูดีไปหมด แต่แท้ที่จริงแล้วกำลังเกิดฟองสบู่จากการเก็งกำไรชนิดที่ว่าไม่มองพื้นฐานที่แท้จริง สุดท้ายก็เป็นเป้าหมายของการเก็งกำไร

บทเรียนราคาแพงซึ่งเราต้องศึกษาไว้ เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินในกระเป๋าของเรา บางคนคิดว่าเก็งกำไรค่าเงินแล้วจะมาเกี่ยวอะไรกับเรา ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด คล้ายๆกับคำว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" วิกฤตปี 40 บอกเราได้ชัดเจนมาก แม้ว่าธุรกิจที่บ้านผู้เขียนไม่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนก็จริง แต่ก็ทำให้เราขายของไม่ได้เพราะคนไม่มีกำลังซื้อ เราเรียนรู้อดีตเพื่อความไม่ประมาทและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต หรือบางครั้งเรารู้ว่าวิกฤตกำลังเกิดเราจะได้ไหวตัวทัน เช่น ปี 40 เราเป็นประชาชนตัวเล็กๆไม่สามารถเข้าไปปกป้องค่าเงินบาทที่ถูกโจมตีได้ สิ่งที่เราทำได้เพื่อให้คุณภาพชีวิตของเราใกล้เคียงของเดิมภายหลังจากเกิดวิกฤต เช่น ถือทองคำ แลกดอลล่าร์เก็บไว้ ถือเงินสดเอาไว้ซื้อของจำเป็น และพยายามทำใจเพื่อรับสภาพเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยสติ


"เหตุการณ์อะไรที่สงบ เรียบร้อยดูดีเกินไป
ในไม่ช้าก็จะเกิดเรื่องเลวร้ายตามมา"


===============================================================

เนื้อหาบางส่วนในหนังสือข้างต้นจากเหตุการณ์โจมตีค่าเงินปอนด์










วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อ่านหนังสือสร้างโลก


ร่างกายของเราต้องการสารอาหารให้ครบ 5 หมู่จะได้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ก็เหมือนกับกลยุทธ์ในการดำเนินชีวิตที่ต้องเติมด้วยการอ่านหนังสือ เพราะการอ่านเป็นสารอาหารสำคัญที่ทำให้สมองของเราแข็งแรง ไม่เป็นโรคขาดสารอาหารความรู้

ในโลกยุคอินเตอร์เน็ตแบบนี้ก็มีหลายหลายเรื่องราวให้เราอ่าน มันขึ้นอยู่กับว่าเราอ่านอะไร อ่านไปแล้วสามารถนำไปพัฒนาความคิดหรือพัฒนาตนเองได้อย่างไร เพราะเราคงมีเวลาไม่มากพอที่จะอ่านทุกอย่าง  สิ่งที่เราจะทำได้ คือ การเลือกอ่าน ก็คล้ายๆกับการเลือกทานอาหาร ถ้าเราทานแต่ Junk food ร่างกายของเราก็จะอุดมไปด้วยโรค เช่น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคตับ โรคหัวใจและอีกสารพัดโรคร้ายที่ตามมาจากการทานอาหาร Junk food ดังนั้น ควรเลือกทานอาหารที่ทำให้ร่างกายปลอดโรค

วันนี้มีอาหารสมองมาแนะนำค่ะ


แค่เราอ่านคำเชิญชวนหลังปกก็ไม่ลังเลที่จะหยิบมาอ่าน ตอนอ่านหน้าปกผ่านๆก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่มาสะดุดตาที่ชื่อคนแปล ซึ่งหนึ่งในนั้นมี คุณพูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ รู้สึกคุ้นๆกับชื่อนี้มาก พอกลับมาบ้านก็ลองไปดูในตู้หนังสือปรากฏว่ามีหนังสือแปลของคุณพูนลาภทั้งหมด 6 เล่ม เยอะเหมือนกันนะเนี้ย สำนักพิมพ์นี้แปลแล้วอ่านเข้าใจง่ายและเป็นเรื่องที่น่าสนใจ จึงอยากจะแนะนำให้ลองติดตามเพิ่มสารอาหารความรู้กันค่ะ

มาดูกันว่าหลังปกหนังสือเล่มนี้เขียนว่าอะไรบ้าง (น่าสนใจมากๆ)
  • ทำไมเด็กอัจฉริยะจำนวนมากที่มีไอคิวสูงกว่าไอน์สไตน์ถึงเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีชีวิตล้มเหลว
  • บิว เกตส์ เหมือนกับวงดนตรีเดอะ บี เทิลส์ ตรงไหน
  • ทำไมนักฟุตบอลเยาวชนทีมชาติเช็กมากกว่าร้อยละ 70 ถึงเกิดในเดือนมกราคมถึงมีนาคมเท่านั้น
  • เพราะอะไรบรรดานักกฎหมายชั้นนำในนิวยอร์กส่วนใหญ่ถึงมาจากครอบครัวที่ทำงานตับเย็บเสื้อผ้า
  • ทำไมบางสายการบินถึงประสบโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกซ้ำซากและอะไรทำให้สายการบินเหล่านั้นพลิกกลับมาเป็นหนึ่งในสายการบินที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลก
  • การมาจากครอบครัวที่ทำนาข้าวทำให้นักเรียนจีนเรียนเลขเก่งกว่านักเรียนตะวันตกได้อย่างไร
หลังจากที่อ่านแล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เล่มนี้ทำให้เราคิดได้ว่าคนเราไม่มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิด คนที่เราคิดว่ามีพรสวรรค์นั้นล้วนมาจากการฝึกฝนและความอดทนที่มากกว่าคนอื่น โดยมีโอกาสเป็นตัวขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ ซึ่งคนเหล่านั้นใช้ระยะเวลาเพื่อพัฒนาตนเองและฝึกฝนทักษะไม่ต่ำกว่า 10,000 ชั่วโมง จึงจะประสบความสำเร็จ ก็เหมือนกับเพชรที่ผ่านแรงอัดมาหลายพันปีกว่าที่จะเป็นอัญมณีที่สวยงามและทรงคุณค่า

แต่ถ้าบางคนต้องการสูตรลัดความสำเร็จที่อยากประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เช่น ร่ำรวยเร็ว ก้าวหน้าในอาชีพการงานอย่างรวดเร็ว มันมีสูตรความสำเร็จนั้นจริงๆค่ะ แต่มันจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่สวยงาม ฉาบฉวยและไม่ยั่งยืน ดังนั้น ควรก้าวไปช้าๆแต่มั่นคงดีกว่า

เราเน้นคำว่า "โอกาส" ก็เพราะว่ามันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราแสดงความสามารถออกมา โดยขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอย่างไรกับโอกาส
  • นั่งรอโอกาสอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลย
  • ทิ้งโอกาสที่เข้ามาเพราะคิดว่าเราทำไม่ได้
  • เมื่อได้รับโอกาสแล้วยังไม่มีความสามารถเพราะยังพัฒนาตนเองไม่เพียงพอ
หรือว่า......
  • วิ่งเข้าหาโอกาสโดยหาพื้นที่แสดงความสามารถ
  • พัฒนาตนเองเพื่อรอโอกาส
  • รับโอกาสที่ผ่านเข้ามาแล้วทำมันได้ดีที่สุด
เนื้อหาส่วนนึงในเล่มนี้(หน้า 66) กล่าวถึงบิล เกตส์ช่วงที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อไปตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ของตนเองแล้วได้ใช้เวลาในการเขียนโปรแกรมโดยไม่หยุดพักเป็นระยะเวลา 7 ปีติดต่อกัน ซึ่งในปี 1968 เป็นยุคที่ 3 ของวิวัฒนาการของระบบคอมพิวเตอร์(ปัจจุบันเป็นยุคที่ 5) ที่มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ โดยที่บิล เกตส์ก็ได้รับโอกาสนั้นและฝึกฝนทักษะจนเกิดความชำนาญ ในยุคที่ตลาดคอมพิวเตอร์ต้องการนักพัฒนาซอฟต์แวร์แต่บุคคลากรมีจำกัด ซึ่งคนที่สามารถตอบโจทย์ของตลาดได้จึงมีรายได้มหาศาล

ดังนั้นเราอย่ารับรู้เพียงแง่มุมที่ว่าบิล เกตส์เรียนไม่จบปริญญาแล้วยังประสบความสำเร็จเป็นมหาเศรษฐี (เพราะบางคนนำมาเป็นข้ออ้างไม่อยากเรียน) แต่ต้องดูการเดินทางของบิล เกตส์ว่าก่อนที่เค้าจะมาถึงจุดนั้นได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งต้องใช้ความอดทนและการฝึกฝนอย่างหนักกว่าที่จะประสบความสำเร็จ


"โอกาสในยุคดิจิตอลอยู่ในทุกพื้นที่ที่มีอินเตอร์เน็ต"

บทความน่าสนใจ

บทเรียนจากแบบฝึกหัดเขียน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_6.html






วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ลูกจะมีวินัยทางการเงินหรือไม่นั้นต้องเริ่มจากพ่อกับแม่


บัตรคอนเสริ์ตใบละ 7,000 บาท!!

สำหรับบางคนที่ทำงานมีรายได้บวกกับความชื่นชอบในตัวนักร้องก็มองว่าบัตรแถวหน้าราคานี้สามารถจ่ายได้แต่สำหรับเด็ก ม.3 ที่ขอเงินผู้ปกครองไปดูหละมันเหมาะสมหรือไม่??

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราก็ไปซื้อของกินแถวที่ทำงานตามปกติ แต่วันนั้นพอมีเวลาก็เลยยืนคุยกับแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวน พี่เค้าเป็นคนอารมณ์ดี คุยสนุก ตอนนั้นพี่เค้ากำลังเล่าวิธีสอนลูกให้รู้จักการเก็บเงินโดยการแบ่งเงินเป็นสี่ส่วนให้เพื่อนร้านข้างๆฟัง คือ

  • ส่วนที่ 1 เงินที่ให้พ่อกับแม่ 
  • ส่วนที่ 2 เงินออม
  • ส่วนที่ 3 เงินค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทางไปโรงเรียน
  • ส่วนที่ 4 เงินที่จะไปใช้จ่ายอื่นๆ เช่น สิ่งของที่อยากได้

พี่เค้าก็สอนลูกเรื่องเงินดีนะ สอนให้ลูกรู้จักใช้เงิน พอคุยกันไปสักพักเค้าก็เล่าเรื่องลูกสาววัย 15 ขอเงิน 7,000 บาทไปดูคอนเสริ์ตนักร้องเกาหลี คนเป็นแม่ก็อยากจะให้รางวัลแก่ลูกสาวก็อยากจะให้ไปดู เราเข้าใจว่าสำหรับบางคนที่ชื่นชอบและคลั่งไคล้ดารามีเท่าไหร่ก็จ่ายได้ เพราะเราก็เป็นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ ปลอกหมอน ของที่ระลึกก็มีเก็บไว้ แต่ถ้าเรามานั่งนึกถึงความเหมาะสมกับสถานะที่ยังต้องขอเงินผู้ปกครองเรียนหนังสือ เราคิดว่ามันเป็นรางวัลที่มากเกินไป

พี่เค้าบอกว่า "เราไม่มีลูกก็ไม่รู้หรอกว่าคนเป็นพ่อแม่เค้ารู้สึกยังไง เดี๋ยวลูกจะคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง เด็กสมัยนี้ทำอะไรก็ทำตามเพื่อน"

เราก็อยากจะบอกพี่เค้ากลับไปเหมือนกันแหละว่า "ถ้าเรามีลูกคงไม่สอนลูกแบบนี้" ควรฝึกให้เด็กลองหัดทำงานเพื่อจะได้รู้ว่ากว่าแม่ขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวนแล้วได้เงินมาเนี้ยมันเหนื่อยขนาดไหน ไม่จำเป็นต้องทำตามเพื่อนไปซะทุกอย่างก็ได้และถ้าคุยกันด้วยเหตุผลลูกก็คงเข้าใจว่าทำไมถึงให้เงินไปดูคอนเสริ์ตไม่ได้ เช่น เงินนั้นเป็นค่าเทอมในภาคเรียนต่อไป เป็นค่าเรียนพิเศษ เป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน เป็นต้น โดยอาจจะทำให้เด็กเข้าใจว่าถ้านำเงินนั้นไปดูคอนเสริ์ตแล้วก็อาจจะไม่มีเงินค่าเทอมเรียนต่อ ซึ่งเด็กอายุ 15 ก็น่าจะเข้าใจได้ถึงผลเสียที่ตามมา ถ้าเราไปสั่งห้ามดูเด็กก็อาจจะยิ่งต่อต้านแล้วดื้อรั้นร้องขอที่จะไปดูให้ได้เพราะไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมถึงสั่งห้าม ซึ่งพ่อแม่ก็อาจจะใจอ่อนตามใจลูก การใช้เหตุผลเล่าถึงผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

การตามใจลูกทางด้านการเงินมากเกินไป นอกจากจะทำให้ผู้ปกครองขาดวินัยทางการเงินแล้วยังเป็นการปลูกฝั่งนิสัยการใช้เงินแบบผิดๆให้กับลูกอีกด้วย อย่าลืมว่าถ้าเด็กจดจำวิธีการได้เงินมาง่ายๆและใช้เงินแบบง่ายๆจนแก้ไขนิสัยไม่ได้ คนที่เหนื่อยก็จะเป็นผู้ปกครองนั่นเองที่จะต้องหาเงินให้มากขึ้นเพื่อให้ลูกใช้จ่าย

บทวิจัยชิ้นหนึ่งจำไม่ได้ว่าเป็นของสถาบันไหน เราได้ยินขณะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นของ Voice TV เป็นเรื่องของผู้ปกครองต้องเหนื่อยกับการบังคับให้เด็กเล็กๆนั้นกินผักโดยการหาสาระพัดวิธีมาหลอกล่อ นักวิจัยสรุปว่าการบอกเหตุผลว่าทำไมต้องกินผัก กินไปเพื่ออะไรและกินแล้วดีอย่างไรเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้เด็กๆกินผักโดยที่ผู้ปกครองต้องบังคับให้เหนื่อย เพราะเด็กจะกินโดยไม่มีข้อแม้ว่ามันขมหรือไม่อร่อย

การที่ผู้ใหญ่ใช้เหตุผลบอกสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ เป็นวิธีการที่ดีกว่าการบังคับหรือสั่งห้ามโดยไม่รู้ที่มาที่ไปของคำสั่งว่าทำไปเพื่ออะไร อย่าคิดไปเองว่าอธิบายไปทำไมเด็กไม่รู้เรื่องหรอก เด็กสมัยนี้เก่งขึ้นมาก พูดแป๊บเดียวเข้าใจเร็วกว่าผู้ใหญ่ประสบการณ์สูงบางคนเสียอีก


บทความน่าสนใจ

บันไดขั้นแรกของความมั่งคั่ง
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/12/blog-post_26.html

จดบันทึกเพื่อให้เงินหมดช้าลง
==> http://pajareep.blogspot.com/2014/01/blog-post.html

เปลือกนอกที่หลอกตา
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/12/blog-post.html

บทเรียนจากแบบฝึกหัดเขียน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_6.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

ประกันชีวิตหักลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ตอนที่ 1/2
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/09/200000-12.html

อ่านหนังสือสร้างโลก
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_20.html

แนะนำหนังสือ "SOROS" (โซรอส)
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/soros.html

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มีเงิน 5 หมื่นออมแบบไหนดี





= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =



คำถามนี้ได้ถามมาในบล็อกของการซื้อสลากออมสินและธกส.แล้วถูกทุกงวด จึงนำมาเป็นประเด็นของบล็อกในวันนี้ค่ะ ขอบคุณสำหรับคำถามนี้มากๆค่ะ หลังจากที่อ่านจบก็คิดอยู่นานหลายวันว่าจะตอบอะไรดี เพราะบางครั้งหลักการออมเงินตามทฤษฎีใช้กับชีวิตจริงไม่ได้เสมอไป ดังนั้น เราขอตอบตามสิ่งที่เราคิดจากประสบการณ์รอบตัวนะคะ ถ้าเพื่อนที่อ่านแล้วไม่เห็นด้วยหรือมีไอเดียเพิ่มเติมรบกวนส่งเมล์หรือคอมเม้นเพื่อเป็นวิทยาทานให้ผู้เขียนเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆด้วยคะ ^_^

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

ถ้าพูดถึงเรื่องการออม คุณจะนึกถึงอะไรบ้าง??
==>การเก็บเงินในรูปแบบเงินฝาก , กองทุนรวม , หุ้น , ทองคำ , ที่ดิน ฯลฯ ซึ่งการออมแบบนี้ทำให้เงินงอกเงยตามดอกเบี้ยหรือกำไรจากการขาย ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ยิ่งความเสี่ยงมากผลตอบแทนยิ่งมากขึ้น ส่วนวิธีการลงทุนนั้นก็สามารถศึกษาได้ตามเว็ปไซด์หรือหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนที่มีขายมากมาูยในร้านหนังสือ ทั้งนี้เราควรลงทุนในสิ่งที่เรารู้และเข้าใจมากกว่าการถูกชักจูงด้วยอัตราผลตอบแทนที่สูงเวอร์ อะไรที่มันดีเกินไป หรือเค้าบอกว่าไม่มีความเสี่ยงเลยนั้นไม่จริง ต้องระวังเงินของเราให้มากๆ อย่าให้ความโลภบังตา มิฉะนั้นเงินที่เราบากบั่นหามาจะหายไปง่ายๆ การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงเวอร์นั้นมีแต่แชร์ลูกโช่เท่านั้นที่ทำได้ 

เราสามารถตรวจสอบข้อมูลบริษัทต่างที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนได้ในเว็ปไซต์ของ กลต. เพื่อตรวจดูว่าบริษัทนั้นๆได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เป็นบริษัทที่หลอกลวงรึเปล่า ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนการลงทุนจะปลอดภัยที่สุด โดยเข้าไปที่ Investor Alert ทางด้านลูกศรขวามือค่ะ 



การออมแบบข้างต้นนั้นเป็นการออมแบบแรกที่เรารู้จักกัน ส่วนอีกด้านหนึ่งของการออมที่เราคิดว่าควรแบ่งเงินมาลงทุนนั่นคือ "การออมความรู้" เป็นการออมเพื่อพัฒนาตนเองที่ทำให้เกิดผลงอกเงยในอนาคตได้เช่นเดียวกัน ให้เรามองภาพการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลเพื่อมาพัฒนาประเทศซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสในอนาคตให้กับประเทศ (สมมติว่าโลกนี้ไม่มีคอรัปชั่น) ดังเช่นการพัฒนาของประเทศสิงคโปร์โดยแบ่งเงินบางส่วนมาส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี 20.9%ของ GDP ซึ่งต่างกับประเทศไทยมีงบประมาณเพียง 0.2% ของ GDP (ข้อมูลฉบับเต็มอยู่ที่ภาพข้างล่างค่ะ) จากตัวเลขก็คงรู้แล้วว่าทำไมสิงคโปร์พัฒนาไปเร็วกว่าเรามากมาย ถ้าเรามีการวิจัยและพัฒนามากขึ้นก็จะทำให้เรามีเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีประโยชน์ออกมาพัฒนาประเทศมากขึ้น ในภาพรวมระดับประเทศเราคงเข้าไปแก้ไขไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะทำได้ คือ การเริ่มต้นที่ตนเอง เพราะการพัฒนาความรู้ให้ตนเองนั้นจะเป็นการสร้างโอกาสต่างๆต่อไปในอนาคต 

ที่มา http://www.thai-aec.com/773

การลงทุนกับความรู้ กระหายที่จะรู้ตลอดเวลา(ไม่เกี่ยวกับเรื่องของชาวบ้านนะคะ่) มันจะทำให้เราไม่ล้าหลัง รู้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกเพื่อที่เราจะได้ปรับตัวทัน และสามารถพัฒนาตนเองไปข้างหน้าได้ เพราะการเรียนรู้นั้นเรียนทั้งชีวิตก็ไม่มีวันหมด ก่อนที่เราจะลงทุนในส่วนของ "การออมความรู้" เราก็ต้องมีการวิเคราะห์ SWOT ของตนเอง เพื่อที่ว่าเราจะได้พัฒนาให้ตรงจุด เพราะถ้าเราไม่มานั่งวิเคราะห์ก่อนเบื้องต้นแล้วพัฒนาจุดด้อยที่ไม่มีวันเป็นจุดเด่นได้ก็จะทำให้เราเสียเงินและเสียเวลามากๆ

SWOT เป็นสิ่งที่นำมาประเมินสภาพแวดล้อมต่างๆเพื่อสร้างกลยุทธ์ในองค์กรว่าจะพัฒนาองค์กรให้เติบโตไปได้อย่างไร ซึ่งเราจะนำมาดัดแปลงนำมาวิเคราะห์ตนเอง คือ 

S-Strengths คือ จุดแข็งของเราที่โดดเด่น  มีความเชี่ยวชาญ มีความถนัด
W - Weaknesses คือ จุดอ่อนของเราที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ
O - Opportunities คือ โอกาสเป็นปัจจัยภายนอกที่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จ
T - Threats คือ อุปสรรคเป็นปัจจัยภายนอกที่ขัดขวางเราไม่ให้ประสบความสำเร็จ

สรุปว่า SW เป็นการวิเคราะห์ภายในตัวเราที่สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ และ OT เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบๆตัวเราซึ่งเราไม่สามารถเข้าไปแก้ไขอะไรได้ เพียงแต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานะการณ์

ตอนนี้คุณคงกำลังคิดอยู่ใช่ไหมคะว่าจะวิเคราะห์ SWOT ของเราคืออะไร??

เรื่องนี้อาจจะเริ่มต้นที่เรานั่งพิจารณาและให้คนใกล้ชิดของเราช่วยกันค้นหา วิธีคิดนั้นก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงก็ขอเริ่มที่วิธีการที่เราช่วยหาจุดเด่นและจุดด้อยของคนใกล้ตัวของเราเล่าให้ฟังเพื่อแบ่งปันวิธีการคิดนะคะ เรื่องมีอยู่ว่าน้องชายของเราต้องการสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวโดยพยายามจะนำของมาขาย เช่น บัตรเติมเงิน กระทงประดิษฐ์จากข้าวโพด ฯลฯ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะทางบ้านไม่อนุญาิตให้ทำ เพราะมองดูแล้วว่าไม่คุ้มกับการลงทุนและน้องชายไม่ชำนาญทางด้านการขาย เช่น ถ้าสั่งสินค้าที่ใช้ได้เฉพาะฤดูกาลมาขาย(เช่นลอยกระทง) ถ้าของนั้นขายไม่หมดก็จะต้องเป็นต้นทุนจม ถ้าเก็บสินค้าไว้ขายปีต่อไปอาจจะเกิดความเสียหายต่อตัวสินค้าจนไม่สามารถจำหน่ายได้ เราก็สังเกตพฤติกรรมของน้องชายว่าชอบทำอะไร มีบางอย่างที่น่าทึ่งเพราะเราก็ไม่คิดว่าน้องชายจะทำได้ นั่นคือ ดอกไม้ประดิษฐ์จากถุงน่อง ซึ่งมีคนมาสอนในโรงพยาบาลที่น้องทำงานก็ไปนั่งเรียนแล้วลองหัดทำ 

ผลงานชิ้นนี้ชื่อว่า "ต้นคูณ"



เรา : ทำไมไม่ทำงานประดิษฐ์แบบนี้ขายหละ ??

น้องชาย :  อืม...ไม่อยากทำเพราะว่างานแบบนี้ใช้เวลาทำนานมาก (แล้วน้องก็ทำท่านั่งคิดแบบคิ้วขมวดกันสามรอบจนเค้นคำตอบได้อีกอย่างนึง)อารมณ์อยากทำมันก็ไม่ได้มีตลอดเวลา

เรา : ก็ทำแบบ made to order หรือทำแบบตามใจฉัน แล้วค่อยมาถ่ายรูปขายทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ เขียนเรื่องราวของแรงบันดาลใจที่ทำเพื่อให้สิ่งของที่เราทำมีเรื่องเล่าจะทำให้คนสนใจมาก และผู้ชายก็ทำงานประดิษฐ์แบบนี้ได้ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อย

หลังจากการสนทนากันจบแล้ว เราก็มีหน้าที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับน้องในทุกๆช่องทางที่พี่คนนึงสามารถทำได้ เราจึงไปขุดบล็อกเก่าที่เราเคยเขียนเรื่องงานแฮนด์เมดของตัวเองมาเขียนให้กับน้องชาย หลังจากนี้ไปก็เป็นเรื่องของโชคชะตา ถ้าผลงานนี้ไปถูกใจใครสักคนก็อาจจะมีการทำขายจริงๆก็ได้ การลองทำงานอดิเรกก็อาจจะเป็นงานประจำในอนาคตก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ ซึ่งการทำงานอดิเรกก็เป็นการออมความรู้อย่างนึง 

เราลองวิเคราะห์ SWOT จากเรื่องข้างต้นว่ามีอะไรบ้าง
  • S คือ จุดแข็ง
    • เป็นเรื่องของการชอบคิดประดิษฐ์ประดอย มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดสิ่งแปลกใหม่ ไม่ชอบทำงานซ้ำๆกัน มีความอดทนที่จะทำงานนั้นให้เสร็จลุล่วง
  • W คือ จุดอ่อน
    • ระยะเวลาทำแต่ละชิ้นใช้เวลานาน ความต้องการทำนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะทางอารมณ์ ถ้าอยู่ในช่วงที่คิดอะไรไม่ออกก็จะไม่สามารถผลิตผลงานได้ กำลังการผลิตไม่เพียงพอที่จะทำในปริมาณที่มากๆ
  • O คือ โอกาส
    • ช่องทางการขายและช่องทางสร้างการรับรู้ในตัวสินค้าที่แพร่หลายจากอัตราการเติบโตของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ถ้ามีการทำสื่อที่ดีก็จะทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อสามารถค้นหาเราเจอ
  • T คือ อุปสรรค
    • รสนิยมและความชื่นชอบของผู้ซื้อดอกไม้ประดิษฐ์ เพราะในตลาดมีดอกไม้ประดิษฐ์ที่ทำมาจากวัสดุหลากหลายรูปแบบ
วิธีคิดข้างต้นก็เป็นเพียงจุดเริ่มให้เกิดการต่อยอดไปหลายๆทางว่าจะทำอย่างไรให้ผลงานนี้มีโอกาสเป็นที่รู้จักโดยใช้สื่ออินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ เสริมจุดแข็งโดยการพัฒนาผลงานให้หลากหลาย ลบจุดด้อยโดยใช้เรื่องระยะเวลาที่ทำนานๆให้เป็นจุดเด่นแทนที่จะคิดว่าเป็นจุดอ่อน โดยใช้คอนเซ็ปว่า "คุณค่าของการรอคอย" เพราะผลงานบางอย่างคุณค่าไม่ได้อยู่ที่ทำเร็วๆแต่อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์มากกว่า  สิ่งดีๆอยู่ใกล้ตัวเราเสมอเพียงแต่ว่าเราจะเห็นและสร้างประโยชน์จากมันได้รึเปล่า คราวนี้ก็เป็นเรื่องของคุณแล้วหละคะ ที่จะต้องมาวิเคราะห์ SWOT ของตนเองเพื่อสร้างโอกาสให้กับตนเองในอนาคต

การออมความรู้ที่พัฒนาตนเองได้ง่ายที่สุด คือ การอ่านหนังสือ อ่านเพื่อพัฒนาตนเอง อ่านเพื่อเพิ่มพูลความรู้โดยนำมาต่อยอดความคิด ผลิตสิ่งดีๆให้กับตนเองและคนรอบข้าง บางคนอ่านถึงตรงนี้ก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆก็อ่านหนังสือออก แต่มันจะไม่ธรรมดาถ้าคนที่อ่านหนังสือไ่ม่ออกเป็นโค้ชกีฬาฮอคกี้บนลานน้ำแข็งที่โด่งดัง เรามาวิเคราะห์จุดเด่นและจุดด้อยของโค้ชคนนี้(อ่านเรื่องโค้ชคนนี้ได้ที่หนังสือข้างล่าง เราถ่ายรูปเนื้อหาไว้ทั้งหมดแล้ว) จุดเด่น  คือ ความจำดี มีความอดทนสูงจุดด้อย คือ อ่านหนังสือไม่ออก (เพราะสมาธิสั้น) โค้ชคนนี้เลือกที่จะพัฒนาจุดเด่นของตนเองเพื่อให้กลบจุดด้อยของตนจนได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียง 


"เรื่องธรรมดาก็ทำให้แตกต่างจากคนอื่นได้
เพียงแต่ว่าเราจะพัฒนามันต่อไปได้หรือเปล่า
 ออมเงินก้อนต่อไปอย่าลืมแบ่งมาเพื่อพัฒนาจุดเด่นของเราบ้างนะคะ
แล้วผลที่ได้จะมีมูลค่าสูงกว่าดอกเบี้ยทบต้น"


========================================================

วีดีโอนี้เป็นโอกาสจากการเติบโตของอินเตอร์เน็ตที่ทำให้เราสามารถสร้างรายได้ในอนาคต ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้วก็ควรเริ่มหันมาออมความรู้โดยการเข้าไปศึกษาและสร้างประโยชน์จากโซเชียลเน็ตเวิร์คกันนะจ๊ะ เพราะโอกาสที่มองเห็นมันจะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าจะต้องใช้มันอย่างไร



========================================================









บทความน่าสนใจ


วิธีค้นหาตัวตนจากการเขียนคำไว้อาลัย
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post_22.html

งดเหล้า เลิกบุหรี่ สุขภาพดีและมีเงินออม 
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post.html

สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

ภาพรวมของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมี 5 แผน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/5.html

บทเรียนจากแบบฝึกหัดเขียน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_6.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

ประกันชีวิตหักลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ตอนที่ 1/2
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/09/200000-12.html

ลูกจะมีวินัยทางการเงินหรือไม่นั้นต้องเริ่มจากพ่อกับแม่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_4.html

ต้นทุนชีวิต - มีมูลค่าเท่าไหร่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/05/blog-post.html



วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บัตรเครดิตที่เราต้องรู้




ช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้เปิดทีวีมีแต่โฆษณาบัตรเครดิตหรือการให้สินเชื่อส่วนบุคคลออกมามากมาย จนจำแทบไม่ได้ว่าโฆษณานี้เป็นบัตรของธนาคารอะไร โปรโมชั่นแลกแต้มออกมาเกลื่อนกลาดเพื่อมาดูดกำลังซื้อในอนาคตของเรามาใช้ในปัจจุบันให้หมด

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

สรุปว่าตอนนี้เค้าก็เริ่มทำสำเร็จแล้วเพราะกำลังซื้อของพวกเราก็เริ่มหดหาย ถ้าปลูกฝังวิธีการใ้ช้เงินในอนาคตให้รุ่นลูกหลานของเราติดนิสัยบริโภคเงินอากาศที่เป็นบัตรเครดิตแบบนี้ต่อไป ก็อาจจะให้ลูกหลานของเราดึงเงินในอนาคตตอนเกษียณมาใช้เลยก็ได้ ข้อดีของบัตรเครดิตก็มีนะถ้าเรามีวินัยทางการเงินที่ดีพอ แต่ขอถามคำเดียวว่า "มีกี่คนที่ทำได้แบบนั้นบ้าง" น่าจะมีบทวิจัยที่ออกมาสนับสนุนเกี่ยวกับบัตรเครดิตว่า คนที่ใช้บัตรเครดิตแล้วประสบความสำเร็จไม่มีหนี้สินกองท่วมหัวเค้าทำกันอย่างไร มีจำนวนเท่าไหร่จากจำนวนผู้ใช้บัตรทั้งหมด มีพฤติกรรมการใช้บัตรอย่างไรเพื่อให้คนอื่นทำตามบ้าง

มันก็เกิดเป็นคำถามขึ้นในใจว่า....

"ระหว่างงบประมาณที่สร้างให้คนมีวินัยทางการเงิน
กับงบประมาณที่แก้ไขปัญหาหลังจากคนมีหนี้สิน
อะไรใช้งบประมาณมากกว่ากัน??"

คำตอบ ==> ไม่รู้ว่าใช้งบประมาณเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุหรือปลายเหตุ

เคยดูหนังเรื่องนึงที่กล่าวถึงพ่อที่สูบบุหรี่แล้วเลิกไม่ได้จนลูกสาวมีอาการทางการหายใจจนป่วยเป็นโรค สุดท้ายพ่อก็เลิกบุหรี่ได้เพราะต้องการรักษาชีวิตลูกสาวไม่ให้มีอาการแย่ไปกว่าเดิม

ตัวละครในเรื่องโต้เถียงด้วยคำพูดที่ว่า.....
- ถ้าไม่มีคนผลิตบุหรี่ ก็ไม่มีคนสูบบุรี่หรอกนะ
- ถ้าไม่มีคนอยากสูบบุหรี่ ก็ไม่มีใครผลิตบุหรี่ขายหรอกนะ



นั่นซิ..ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบอาการป่วยของหญิงสาวคนนี้ระหว่างคนสูบกับคนผลิต??

นั่นซิ...ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบวินัยทางการเงินของเราดีหละระหว่าง.............กับ..........??

คงไม่ต้องหาใครร่วมรับผิดชอบนอกจากการสร้างวินัยให้ตนเอง

เมื่อวันก่อนเห็นตัวอย่างโฆษณาบน BTS เรื่องของรู้ทันบัตรเครดิตซึ่งศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริหารทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดทำขึ้น (โดยผู้ที่มีปัญหาทางการเงินในรูปแบบต่างๆสามารถโทรได้ที่ 1213) ไปหาดูใน YouTube อธิบายวิธีการคิดดอกเบี้ยของบัตรเครดิตที่เข้าใจง่ายมาก นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้บัตรเครดิตให้เข้าใจและวางแผนทางการจ่ายเงินได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

ตอนที่ 1 บัตรเครดิต คิดก่อนใช้


ตอนที่ 2 บัตรเครดิตใช้อย่างไรให้เหมาะสม


ตอนที่ 3 ไม่ได้รับความเป็นธรรม จะทำอย่างไรดี

"หนี้สินเราสร้างได้ แต่ต้องอยู่ในวงที่เราควบคุมได้"

บทความน่าสนใจ

งดเหล้า เลิกบุหรี่ สุขภาพดีและมีเงินออม 
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/11/blog-post.html

สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

บทเรียนจากแบบฝึกหัดเขียน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_6.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

สร้างเงินล้านได้จากเงินสะสม 6,209 บาท
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/09/6209.html

อ่านหนังสือสร้างโลก
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_20.html

ลูกจะมีวินัยทางการเงินหรือไม่นั้นต้องเริ่มจากพ่อกับแม่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_4.html

มีเงิน 5 หมื่นออมอะไรดี
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/5.html

ต้นทุนชีวิต - มีมูลค่าเท่าไหร่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/05/blog-post.html