วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เราทำงานไปเพื่ออะไร?

คำถามนี้เป็นคำถามแรกหลังจากเรียนจบใหม่ๆ

เราทำงานไปเพื่ออะไร?
  • เพื่อความฝัน 
  • เพื่ออุดมการณ์ 
  • เพื่อความสุขของสังคม
  • เพื่อเงินทอง 
  • เพื่อความมั่งคั่ง ร่ำรวย
  • เพื่อเกียรติยศชื่อเสียง 
  • เพื่อ........
คำตอบของคุณคืออะไร==> ??

สิ่งนี้คือคำตอบของเรา ==> เราอาจจะเป็นคนนึงที่เลือกใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ ว่าอะไรที่เราทำแล้วไม่เบื่อ ทำได้ทั้งวันทั้งคืนไม่เหน็ดเหนื่อย เกิดความท้าทายและมีความสุขทุกครั้งที่ได้คิดหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา สิ่งนั้นคือ งานแฮนด์เมด 

ตัวอย่างการ์ดที่เคยทำ


ไอเดียบรรเจิดในการทำงานเริ่มต้นตอน 3 ทุ่มจนกระทั่งตี 2 เกือบทุกวัน ยิ่งดึกไอเดียยิ่งกระฉูด เว็ปที่เห็นบนรูปนี้ถูกยกเลิกไปแล้วเพราะเป็นเว็ปขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต ถ้าไม่ต่อสัญญาก็ถูกยกเลิก การ์ดใบนี้ขนาด A4 เป็นการ์ดเย็บลิบบิ้นลงบนกระดาษชานอ้อย แล้วตกแต่งด้วยสีไม้ ทำเป็นชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เพราะไม่ชอบทำงานซ้ำๆกัน การ์ดใบนี้จึงทำแค่ใบเดียว ถูกซื้อไปโดยเด็กมัธยมปีที่ 3 จ.เชียงใหม่ ตอนแรกกะตั้งขายราคาสูงเวอร์ๆ เพื่อโชว์ผลงานโดยไม่คิดว่าจะมีคนซื้อ พอมีคนมาซื้อจริงๆก็เสียดายไม่อยากขาย ถึงเราจะติ๊ดแตกแค่ไหนแต่ก็ต้องกินข้าว เราก็แค่ตัดใจขายแล้วก็บอกน้องเค้าไปว่า "ดูแลของพี่ให้ดีๆด้วยนะ พี่รักมาก" 

ผลงานเกือบทั้งหมดอยู่ในลิ้งค์นี้ค่ะ ==> http://www.oknation.net/blog/myhandmade

บางครั้งความฝันกับความจริงมันก็ไปด้วยกันไม่ได้ งานแฮนด์เมดแต่ละชิ้นใช้เวลาผลิตนาน กว่าจะขายได้ก็ใช้เวลานานด้วยเช่นกัน กำัลังผลิตมีเพียงคนเดียว จะไปจ้างคนอื่นทำก็ไม่ได้เพราะงานแต่ละชิ้นเราจะผลิตอย่างมากแค่ 4-5 ชิ้นเท่านั้น เลยคิดว่าถ้าเรามีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ต้องห่วงเรื่องรายจ่ายครอบครัวก็น่าจะดีกว่านี้ไหม ต่อมความคิดเริ่มทำงานว่าเราต้องหางานประจำทำแล้วหละ การสมัครงานทางอินเตอร์เน็ตง่ายแค่คลิกจริงๆ สมัครงานให้ได้มากที่สุด เผื่อว่าจะมีเรียกให้เราไปสัมภาษณ์เข้างานสักที่ก็ยังดี ขอบคุณประสบการณ์ทำงานที่แรกที่ทำให้เรารู้ว่าเราต้องการอะไร ซึ่งสิ่งที่เราอยากทำมันต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด เราก็ยินดีที่จะเริ่มต้นใหม่โดยการเรียนต่อในสายงานเพื่อตอบโจทย์ความฝันของตนเอง ถ้าความฝันใหม่ของเราสำเร็จก็จะกลับมานั่งทำงานแฮนด์เมดที่เรารักอีกครั้ง

ความฝันใหม่ของเราคือ อยากให้คนทำงานรู้จักเก็บออมเงินที่ได้จากการทำงานมากขึ้น ให้มองว่าเรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคลเป็นเรื่องง่ายๆที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่เฉพาะคนรวยอีกต่อไป 

เราทำงานเพื่อ ==> ความฝัน ผลตอบแทนที่ได้มีค่ายิ่งกว่าตัวเงิน ซึ่งมันคือความสุขที่เห็นคนรอบข้างไม่ต้องดิ้นรนจนเกินตัวเพื่อหาเงินมาตอบสนองกิเลสที่เกินความจำเป็นของตนเอง บางคนได้เงินมาใช้จ่ายอย่างสบายจากความสูญเสียของคนอื่น มันก็ต้องมีสักวันที่คนเหล่านั้นต้องได้รับบทเรียนชีวิตกลับคืนไปเช่นกัน

ถ้าใครค้นหาตนเองเจอเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะจะได้ทำสิ่งที่ตนรัก  แต่ถ้ายังหาไม่เจอหละจะทำยังไงดี วีดีโอนี้น่าจะช่วยคุณได้ เป็นความบังเอิญที่หาข้อมูลเพื่อเขียนบล็อกนี้แล้วเจอวีดีโอนี้น่าสนใจเพราะคุณเอมี่ ฮาน่า เป็นคนไทยที่เรียนจบพยาบาลแล้วได้เป็นช่างภาพมืออาชีพที่อเมริกา ไม่เคยเรียนการถ่ายภาพจึงไม่มีกรอบในการทำงาน ผลงานจึงแวกแนวกว่าช่างถ่ายภาพทั่วไป เส้นทางในการทำงานมาจากความรักในการถ่ายภาพ จึงเกิดเป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ตนเองรัก การสร้างผลงานใหม่ๆ เป็นความท้าทาย ประสบการณ์และการเดินทางของความฝันจากอาชีพพยาบาลจนเป็นช่างภาพใช้เวลามากกว่าสิบปีมาเป็นบทสัมภาษณ์เพียงแค่หนึ่งชั่วโมง นับว่าคุ้มค่ามากต่อการตามหาความฝันเพื่อค้นหาสิ่งที่ตนเองต้องการในชีวิต สำหรับคนที่ความฝันสูญหายไปแล้ว ลองฟังเพื่อจุดไฟขึ้นมาอีกครั้งนะค่ะ



ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (จบพยาบาล แต่ไปเป็นช่างภาพมืออาชีพที่ USA)

ถ้าวีดีโอข้างบนยังไม่สามารถปลุกไฟของความฝันให้ลุกขึ้นมาได้ก็ลองอ่านประสบการณ์ชีวิตของผู้อื่นเพิ่มเติมนะค่ะ บางครั้งเราต้องเรียนรู้อดีตเพื่อประยุกต์ใช้กับปัจจุบันและอนาคต ประสบการณ์จะผู้เกษียณอายุนั้นมีค่ามากต่อคนรุ่นหลัง เพราะเป็นการเตือนล่วงหน้าว่าหนทางข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราไม่ต้องรอให้ถึงวัยเกษียณแล้วต้องมาเรียนรู้เอง เพราะตอนนั้นอาจจะสายเกินแก้ การเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นจะทำให้เราหาทางลัดให้ชีวิตง่ายขึ้น เราลองไปหาข้อมูลว่าอะไรที่เราอยากจะทำก่อนตายก็เจอข่าวนี้ของ manager online ที่นำเสนอข้อมูลในบล็อกของนางพยาบาลชาวออสซี่ ชื่อว่า Bronnie Ware มาเผยแพร่ โดยที่เธอนั้นทำงานกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายและให้กำลังใจคนแก่ที่เจ็บป่วยก่อนที่จะเสียชีวิตลงอย่างสงบ จึงได้รวบรวมสิ่งที่คนเหล่านั้นรู้สึกเสียดายและเสียใจเอาไว้มากมายในบล็อกของเธอ ดังนี้
  1. เสียดายที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการ
  2. ทำงานหนักเกินไปจนลืมชีวิตครอบครัว
  3. เสียใจที่ไม่ได้พูดในสิ่งที่รู้สึก
  4. เสียใจที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนอย่างคุ้มค่า
  5. เสียใจที่ไม่ได้เลือกที่จะมี "ความสุข"
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.manager.co.th)

อย่าให้บล็อกนี้แค่อ่านจบแล้วผ่านไปเฉยๆ การคิดก็จะเป็นแค่การคิดเท่านั้น มันจะไม่มีค่าเลยถ้าเราไม่ลงมือทำ เช่นเรื่องการขับรถยนต์ ถ้าเราคิดที่จะขับรถแต่ไม่เคยลองขับออกถนน ให้ตายยังไงก็ขับรถไม่ได้ ดังนั้นต้องขับบนถนนจริงๆถึงจะได้รู้ว่ามันยากจริงหรือไม่ ลองคิดถึงตอนที่เราหัดขับรถยนต์ออกถนนใหญ่ใหม่ๆ กลัวสารพัดว่าจะไปชนกับคนอื่น หรือคนอื่นจะมาชนเรา อาการตื่นเต้นมีกันทุกคน แต่พอเราขับบ่อยๆจนชินก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป เพียงแต่ว่าเราก็ต้องเห็นใจคนอื่นที่เค้าพึ่งเริ่มหัดขับรถยนต์ด้วยเช่นกัน เคยได้ยินคนบ่นรถคันหน้าว่า "ขับรถไม่เป็นรึไง ขับแบบนี้ไปจอดรถไว้ที่บ้านดีกว่ามั้ง" จนลืมมองตัวเองว่าตนเองก็เคยผิดพลาดแบบรถคันหน้าเหมือนกัน

ถ้าเรามัวแต่มาคิดว่าเราทำไม่ได้ เราก็จะทำไม่ได้อย่างที่เราคิด ลองปรับความคิดและทัศนคติว่า "เราต้องทำได้" เพียงแค่นี้ เรื่องยากๆก็สามารถทำให้เป็นเรื่องง่ายๆได้ บทพิสูจน์ไม่ต้องมองที่ไหนไกล วีดีโอข้างตนเป็นคำตอบที่เห็นชัดเจนที่สุด 



                                               "ความศรัทธานำมาซึ่งสิ่งมหัศจรรย์"


บทความน่าสนใจ

สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

บทเรียนจากแบบฝึกหัดเขียน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_6.html

ลูกจะมีวินัยทางการเงินหรือไม่นั้นต้องเริ่มจากพ่อกับแม่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_4.html

บัตรเครดิตที่เราต้องรู้
 ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/blog-post.html

รู้อะไรไม่สู้ "รู้งี้" กับการวางแผนเกษียณ
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/06/blog-post.html

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ต้นทุนชีวิต - มีมูลค่าเท่าไหร่



ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊คที่กำลังจะออกวางแผงในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ค่ะ อิอิ จากเรื่องราวที่เขียนในบล็อกสู่การทำเป็นหนังสือในครั้งนี้มันเป็นความรู้สึกที่มาไกลเิกินฝันจริงๆ ความรักในการเขียนมันเกิดมาจากที่ต้องการที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ที่พบเห็นรอบๆตัวที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เงินในด้านต่างๆ ให้เพื่อนเราและคนอื่นที่เราไม่รู้จักได้รับรู้ ถ้าผู้อ่านในบล็อกและในหนังสือเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็นำไปใช้(บอกให้คนอื่นทำตามได้จะยิ่งดี) แต่ถ้าผู้อ่านเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ก็สามารถทิ้งคำวิจารณ์ได้เต็มที่ จัดเต็มมาได้เลย ผู้เขียนทำใจยอมรับคำติไว้ล่วงหน้าแล้วค่ะ

อยากให้ภาพนี้ชื่อ "ต้นทุนชีวิต" ในที่นี่จะมองเปรียบเทียบในมุมของการทำงานและการใช้จ่าย โดยที่มองว่าความยากลำบากในการทำงานเพื่อให้ได้สิ่งที่เรียกว่า "เงิน" มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันนั้นมันยากลำบากสักเพียงใด ต้องเสียเวลา เสียสุขภาพร่างกาย เสียสุขภาพจิต ฯลฯ ไปมากเพียงใดเพื่อให้ได้รับสิ่งที่ต้องการ 

ลองนึกภาพตัวเองที่ต้องตื่นแต่เช้า ต้องรีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อออกจากบ้านไปให้ทันช่วงเวลาเข้างาน จากนั้นก็นั่งทำงานก้มหน้าก้มตาทั้งวัน มารู้ตัวอีกทีก็เลิกงานละ บังเิอิญงานยังไม่เสร็จก็ต้องทำต่อถึงค่ำมืดดึกดื่น พอเครียงานจบก็ต้องรีบกลับบ้านไปพักผ่อนเพื่อที่ตอนเช้าจะได้มาทำงานอีกครั้ง 
  • อันนี้ยังไม่รวมความเครียดที่หงุดหงิดจากการทำงานอันเนื่องมาจากนอนไม่พอ
  • ความเครียดจากการถูกลูกน้องหรือเจ้านายกลั่นแกล้ง 
  • ความเครียดจากเพื่อนร่วมงานทำงานช้าจนเราทำงานต่อไม่ได้
  • ความเครียดทีุ่ถูกเร่งให้ทำงานเสร็จทันเวลา
  • ความเครียดจากหนี้บัตรเครดิตที่ลืมจ่ายไปแค่ไม่กี่วันดอกเบี้ยแทบจะวิ่งทะลุเงินต้น
  • ความเครียดทีุ่ถูกโรคภัยไข้เจ็บรุมทำร้าย เช่น ปวดหลัง ปวดหัว ปวดสารพัดรูปแบบ
  • ความเครียดกลัวถูกตำรวจจับ(ในกรณีที่คุณคิดจะทำผิดกฎหมาย)
  • และอื่นๆอีกสารพัดความเีครียดที่เป็นผลจากการทำงาน
เงินเดือนหรือผลตอบแทนที่คุณได้รับมันรวมสิ่งเหล่านี้ไปหมดแล้ว ถ้ามองเป็นกลางๆที่ว่า เมื่อเงินที่เราหามาอย่างยากลำบากเวลาจะใช้ก็ต้องคิดเยอะๆแล้วค่อยๆใช้ ค่อยๆตัดสินใจ เลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้วจึงจ่ายให้กับมัน แต่ถ้าคุณยังมองไม่ออกว่าสิ่งที่คิดนั้นมันคุ้มที่จะจ่ายเพื่อให้ได้มาหรือไม่ก็ลองตั้งคำถามนี้ดูว่า  "มันคุ้มไหมที่...." แล้วค่อยคิดว่าจะจ่ายเงินเพื่อสิ่งนั้นดีหรือไม่
  • มันคุ้มไหมที่นำเงินมาใช้จ่ายเพื่อสิ่งที่จะมาทำร้ายตัวคุณเองในอนาคต
    • ใช้เงินเพื่อสูบบุหรี - ที่รู้ทั้งรู้ว่าทำร้ายปอด 
    • ใช้เงินเพื่อดื่มสุรา -  ที่รู้ทั้งรู้ว่าทำร้ายตับ
    • ใช้เิงินเพื่อเสี่ยงโชค - ที่รู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายแล้วเหลือเพียงความว่างเปล่า
          ==> ทำให้เสียค่ารักษาพยาบาล ทำให้ครอบครัวไม่สงบสุขเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง เมื่อหาเงินมาชำระหนี้พนันไม่ได้เกิดเป็นปัญหาสังคม ปล้น จี้ ชิงทรัพย์ 
  • มันคุ้มไหมที่ต้องจ่ายเงินเพื่อสร้างภาพลักษณ์โดยพยายามทำตนเองให้ดูดีซึ่งบางครั้งเกินพอดี
    • ใช้เงินเพื่อซื้อสินค้าราคาแพง - ที่รู้ทั้งรู้ว่าเกินฐานะของตน 
      • เรื่องที่เคยเจอกับตนเองเป็นผู้หญิงคนนึงหน้าตางดงาม แต่งตัวดีมากๆ มางดซึ่งความงามตรงที่คำสบถที่ดูเหมือนพูดจนชินปาก ทำให้ดูว่าของแพงเหล่านั้นมีค่าไม่ต่างอะไรกับของที่ขายแบกะดิน (เราอยากจะเข้าไปเตือนคนนั้นด้วยความหวังดี แต่เราไม่่รู้จักกัน เกรงว่าจะได้คำอื่นมาแทน ก็เลยมองดูอยู่เฉยๆดีกว่า)
    • ใช้เงินเพื่อซื้อของให้เหมือนเืพื่อน - ที่รู้ทั้งรู้ว่าซื้อไปก็ไม่ค่อยได้ใช้ มีประดับไว้เพื่อจะได้ไม่ตกกระแสเท่านั้น 
      • เรื่องนี้เจอกับตนเองเรื่องของตุ๊กตาเฟอร์บี้ น้องที่ทำงานเอามาเล่น เราก็รู้ว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ใครจะทำอะไรก็ได้ แต่บางครั้งเสียงของมันก็สร้างความรำคาญให้กับคนอื่น เราก็เลยบอกว่าเอาไว้เล่นเวลาเหงานอกเวลางานหรือกลับไปเล่นที่บ้าน มิฉะนั้นมันจะไม่มีสิทธิ์ได้ส่งเสียงอีก (ขอขอบคุณที่น้องๆเชื่อฟัง)
          ==> ทำให้ไม่เหลือเงินกินข้าว ไม่เหลือเงินจ่ายค่าเทอมให้บุตร ไม่เหลือเงินเรียนหนังสือเพื่อพัฒนาความรู้ตนเอง ไม่เหลือเงินไว้ใช้จ่ายตอนที่ตนเองทำงานไม่ไหว ช่วงเจ็บป่วยหรือตกงาน

ถ้าเราแยกความเครียดข้างต้นออกมาเป็นตัวเลขหละ คุณจะให้มูลค่าเท่าไหร่?? บางคนอาจจะให้มากกว่าเงินเดือนหรือผลตอบแทนที่ได้รับ เพราะบางครั้งค่ารักษาพยาบาลโรคภัยไข้เจ็บจากการทำงาน(ที่ทำงานจนไม่ได้ดูแลตนเอง)มันมีมูลค่าสูงกว่าเงินเดือนนั้นเสียอีก ดังนั้น ก่อนที่จะจ่ายเงินเพื่ออะไรสักอย่างคงต้องนำต้นทุนชีวิตมาคิดด้วย

ต้นทุนชีวิตอีกมุมหนึ่งเป็นต้นทุนชีวิตในแง่มุมของจิตใจ ซึ่งทุกคนแตกต่างกันที่วิธีคิดและทัศนคติกับสิ่งต่างๆรอบตัว เพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิด การกระทำของเราก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย บางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ความมุ่งมั่น ความอดทนก็สามารถทำให้เป็นจริงได้

"แม้ว่าเราเกิดมามีอวัยวะครบทุกส่วน
แต่ถ้าหัวใจเราไม่สู้ ท้อแท้ต่อปัญหา 
เราก็เป็นคนใจพิการได้เหมือนกัน"

เรื่องที่น่าประทับใจเกิดขึ้นกับผู้เข้าประกวด ชื่อ หลิว เหว่ย ใน China's Got Talent 2010 (เป็นผู้ชนะการประกวดด้วย) ความพยายามของหลิว เหว่ย ทำให้เรารู้จักคำว่า "ไร้ขีดจำกัด" ประวัติของเขาแพร่หลายมากใน Google เราสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหลายๆเว็ป บังเอิญเปิดเจอวีดีโอนี้สรุปออกมาได้ดีทีเดียว ก็เลยอยากจะให้ทุกคนได้ดูถึงประวัติ การใช้ชีวิต ภาพการประกวด เพื่อปลุกคนที่กำลังท้อแท้ สิ้นหวังกับชีวิตได้มีพลังลุกขึ้นอีกครั้ง 



การแสดงของหลิว เหว่ย ในการประกวดรอบสุดท้าย



"ไม่มีใครกำหนดว่าเปียโนต้องเล่นด้วยมือเท่านั้น"

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.yimtamphan.com/?p=1554#sthash.WAkZTND6.jnJWdBvz.dpbs

บทความน่าสนใจ


สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

ภาพรวมของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมี 5 แผน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/5.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

ประกันชีวิตหักลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ตอนที่ 1/2
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/09/200000-12.html

อ่านหนังสือสร้างโลก
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_20.html

มีเงิน 5 หมื่นออมอะไรดี
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/5.html

บัตรเครดิตที่เราต้องรู้
 ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/blog-post.html

เราทำงานเพื่ออะไร
 ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/05/blog-post_27.html

รู้อะไรไม่สู้ "รู้งี้" กับการวางแผนเกษียณ
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/06/blog-post.html


วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

เงินฝากเขย่าโลก



ระบบการไหลเวียนของเงินผ่านระบบสินเชื่อธนาคาร
เมื่อเราฝากเงินไว้ที่ธนาคาร ระบบธนาคารก็จะกันสำรองเงินไว้ส่วนหนึ่ง(ที่เรียกว่า"การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง Reserve Requirements คำอธิบายเพิ่มเติมอยู่ด้านล่างของบทความ) นอกนั้นก็นำไปปล่อยกู้เพื่อให้กลุ่มคนที่ต้องการใช้เงินนำเงินมาใช้จ่ายในด้านต่างๆ หมุนวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ตัวอย่างภาพรวมของการปล่อยสินเชื่อ...ข้อมูลจากคลิปด้านล่างค่ะ (= ^_^ =)

การหมุนของเงินรอบที่ 1



คำอธิบาย ==> สมมติว่าเราฝากเงินรอบแรก 1,000 บาท เมื่อธนาคารได้รับเงินมาแล้วก็จะกันสำรองไว้ 10% (คือ 100 บาท) และปล่อยกู้ 90% (คือ 900 บาท) ทำให้มีเงินหมุนในระบบทั้งหมด 1,900 บาท(คือ 1,000 + 900) จากเงินที่ฝาก 1,000 บาท ธนาคารสามารถสร้างเงินขึ้นมา 900 บาท ทั้งที่มีเงินสำรอง 100 บาท

การหมุนของเงินรอบที่ 2



คำอธิบาย ==> นำเงิน 900 บาท เข้ามาในระบบฝากเข้าธนาคาร ทำให้ธนาคารต้องกันสำรองไว้ 10% คือ 90 บาท) และปล่อยกู้ 90%(คือ 810 บาท) ทำให้มีเงินหมุนในระบบทั้งหมด 2,710 บาท(คือ 1,900 + 810) ทั้งที่ธนาคารมีเงินสำรอง 190 บาท (คือ 100+90)

การหมุนของเงินรอบที่ 3



คำอธิบาย ==> นำเงิน 810 บาท เข้ามาในระบบฝากเข้าธนาคาร ทำให้ธนาคารต้องกันสำรองไว้ 10% คือ 81 บาท) และปล่อยกู้ 90%(คือ 729 บาท) ทำให้มีเงินหมุนในระบบทั้งหมด 3,439 บาท(คือ 1,900 + 810+729)  ทั้งที่ธนาคารมีเงินสำรอง 271 บาท (คือ 100+90+81)

สรุปว่า จากการที่นำเงินก้อนเดิมไปหมุนในระบบครั้งที่ 3 เงินฝาก 1,000 บาท ธนาคารสามารถสร้างเงินขึ้นได้ 3 เท่าตัวคือ 3,439 บาท ทั้งที่มีทุนสำรอง 271 บาท 

ธนาคารนั้นสร้างเงินเข้าระบบผ่าน Credit System 3,439 บาทจากเงินต้น 1,000 บาท เพื่อสร้าง Money Supply ทำให้เิกิดเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่า ซึ่งระบบธนาคารจะนำเงินคนอื่่นมาเก็บไว้แล้วนำที่เหลือมาปล่อยกู้ สร้างเงินเข้าสู่ระบบ จากตัวอย่างนี้เป็นเฉพาะผ่า่นระบบสินเชื่อเท่านั้น ยังไม่รวมสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่านี้ เช่น ซับไพร์ม

ดังนั้น การก่อนหน้านี้ที่ประเทศจีนผ่อนปรนการเงิน(ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมมีลิ้งค์ของข่าวแทรกอยู่ในประโยคหน้าวงเล็บค่ะ) โดยลดเงินสำรองของธนาคารก็จะทำให้เงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น เกิดเงินเฟ้อ และถ้าเพิ่มเงินสำรองของธนาคารก็จะทำให้เงินหมุนในระบบลดลง

ตัวอย่าง





ถ้าคนเชื่อว่าเงินที่เก็บออมจากการทำงานไปฝากไว้ให้ธนาคารดูแลเพื่อความปลอดภัย ระบบธนาคารก็ยังคงทำงานต่อไปได้ เพราะระบบธนาคารยังคงอยู่ได้เพราะความน่าเชื่อถือ แต่ถ้ามองในมุมกลับกันหละคะ  ทุกอย่างมีเกิดก็ต้องมีดับ ความน่าเชื่อถือสร้างได้ก็หมดได้เหมือนกัน

เมื่อคนเริ่มไม่มั่นใจว่าจะให้ธนาคารดูแลเงินฝากของตนดีรึเปล่าก็ไปถอนเงินสดมาเก็บไว้ดูแลเองที่บ้าน เห็นเงินสดกองตรงหน้าดีกว่าเห็นตัวเลขในบัญชีแล้วถอนไม่ได้ ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดก็จะร่วมแรงร่วมใจไปถอนเงินออกจากธนาคาร สุดท้ายธนาคารก็อยู่ไม่ได้เพราะมีเงินสำรองไว้น้อยกว่าจำนวนเงินที่ลูกค้าต้องการถอน นั่นแหละ Bank Run!! สุดท้ายธนาคารก็ล้มละลายเพราะไม่มีเงินจ่ายผู้ฝากเงิน

                                             "ที่ที่ปลอดภัยที่สุด ก็เป็นที่ที่อันตรายที่สุด" 

คำพูดนี้อธิบายได้ดีในกรณีของผู้ฝากเงินที่ประเทศไซปรัส การที่ธนาคารปิดทำการเพื่อไม่ให้คนแห่มาถอนเงินฝาก การจำกัดการถอนเงิน หรือมาตรการอื่นๆที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือภาคการเงิน ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณบอกว่า เราควรแบ่งเงินบางส่วนจากการออมเงินกับธนาคารมาอยู่ในส่วนของตลาดการเงินอื่นๆบ้าง นอกจากเป็นการกระจายการลงทุนแล้วยังเป็นการให้เงินขี้เกียจในออมทรัพย์ออกไปทำงานแทนเราบ้าง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง (Reserve Requirements) คือ ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามกฎหมายซึ่งเป็นสัดส่วนต่อค่าเฉลี่ยของฐานเงินฝากและหนี้สิน โดยที่ฐานเงินฝากและหนี้สินที่ต้องนำมารวมเพื่อคำนวณสินทรัพย์สภาพคล่องนั้น ได้แก่ ยอดรวมเงินฝากทุกประเภท ยอดรวมเงินกู้ยืมจากการออกตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ยอดรวมเงินกู้ยืมจากต่างประเทศที่ครบกำหนดใน 1 ปี และยอดรวมเงินกู้ยืมที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรหรือมีตัวอนุพันธ์ทางการเงินแฝง ในปัจจุบันอัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเท่ากับร้อยละ 6

ที่มา : ธปท.
-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไอเดียที่เขียนบล็อกหัวข้อนี้มาจากวีดีโอนี้ค่ะ



ระบบแบงก์ล้มละลายจริงหรือ??
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ


แนวคิดอนาคตของเงินว่าต่อไปน่าจะเป็นอย่างไร



อนาคตของเงิน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ



บทความที่น่าสนใจ


สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

บทเรียนจากแบบฝึกหัดเขียน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_6.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

อ่านหนังสือสร้างโลก
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_20.html

ลูกจะมีวินัยทางการเงินหรือไม่นั้นต้องเริ่มจากพ่อกับแม่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_4.html

มีเงิน 5 หมื่นออมอะไรดี
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/5.html

บัตรเครดิตที่เราต้องรู้
 ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/blog-post.html

ต้นทุนชีวิต - มีมูลค่าเท่าไหร่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/05/blog-post.html

รู้อะไรไม่สู้ "รู้งี้" กับการวางแผนเกษียณ
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/06/blog-post.html

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

แหล่งเก็บเงินที่ปลอดภัยนั้นไม่มีจริง!!

ช่วงนี้มีแต่ข่าวของยุโรปว่ามีปัญหาต่างๆนานา วิธีการแก้ไขปัญหาของแต่ละประเทศก็แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดของปัญหา แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศไซปรัส ที่มีต้นกำเนิดของปัญหามาจากเงินฝากของประชาชนและภาคธนาคารที่ใหญ่เกินไป การแก้ปัญหาขณะนี้ก็เริ่มจากจะยึดเงินฝากบางส่วนของประชาชนมาเป็นประกันในการชำระหนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร จะยึดเงินบางส่วนหรือมีวิธีการอื่นๆตามมา(สรุปสาเหตุปัญหาของไซปรัสดูได้จากวีดีโอลิ้งข้างล่างเรื่อง "ไซปรัส ทางรอดในเกมส์การเมืองโลกค่ะ)

สิ่งหนึ่งที่เราควรตระหนัก คือ แหล่งเก็บเงินที่ปลอดภัยนั้นไม่มีจริง!!

การรักษาความมั่งคั่งในสินทรัพย์ต่างๆนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ถ้าความนิยมอะไรมากเกินไปก็จะเกิดฟองสบู่ ถ้าตามกระแสมากๆก็จะเป็นการเก็งกำไร เช่น ตอนอสังหาริมทรัพย์ได้รับความนิยม นักลงทุนก็กันไปลงทุนอสังหาฯกันมากขึ้นจนทำให้เกิดฟองสบู่เหมือนตอนต้มยำกุ้ง ดังนั้นควรเพิ่มความรู้ว่าช่วงเวลาใดควรลงทุนอะไร สินทรัพย์อะไรบ้างที่กำลังจะได้รับความนิยม สินทรัพย์อะไรที่กำลังจะอยู่ในภาวะฟองสบู่หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงขาลง ฯลฯ

สินทรัพย์อะไรก็ตามที่ได้รับความนิยมมากเกินไปให้ทะยอยลดพอร์ตนั้นออกไป หรือขายทิ้งทั้งหมด เพราะอะไรที่ได้รับความนิยมคนก็จะเข้ามาซื้อเก็งกำไรมากขึ้น ยิ่งแย่งกันซื้อราคาก็จะยิ่งขึ้น เราก็ต้องมามองดูสักนิดว่า "เราเป็นคนซื้อแล้วใครเป็นคนขาย" สินทรัพย์ที่ราคาขึ้นและกำลังได้รับความนิยมก็ไม่น่าจะมีคนขายเพราะราคาก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นที่มาที่ว่าทำไมให้ทะยอยลดพอร์ตตัวที่เก็งกำไรมากๆ เราไม่ได้ขายที่จุดสูงสุด แต่เราขายในขณะที่คนกำลังนิยมสูงสุด เพราะเราจะได้ราคาที่ดีที่สุด (นั่นก็หมายความว่าราคาใกล้พีคเต็มที) มีตัวอย่างหุ้นบางตัวที่พาดหัวข่าวใหญ่โตว่าได้รับงานใหญ่ เนื้อหาข่าวมีแต่ข่าวดี แต่ทำไมทั้งวันหุ้นตัวนี้ลงทั้งวันเลย แน่หละว่าข่าวขนาดนี้นักลงทุนส่วนใหญ่เห็นก็จะซื้อตาม ส่วนคนขายก็เป็นกลุ่มคนที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้มานาน วางขายเท่าไหร่ก็มีคนซื้อเพราะมีข่าวดีตามที่หนังสือพิมพ์ ส่วนตัวแล้วก็จะเตือนว่าลงทุนหุ้นลักษณะแบบนี้ให้ขายทั้งหมดก็ต่อเมื่อข่าวขึ้นหน้า 1

เราน่าจะมองสินทรัพย์ที่กำลังจะได้รับความนิยมหรืออยู่ในภาวะที่ราคาลงจนราคานิ่ง(หลังจากที่ลงมาสักพัก) แต่เงินตรงนี้ต้องเป็นเงินที่เย็นจริงๆ เพื่อซื้อสินทรัพย์เหล่านี้รอเวลากลับมาเป็นภาวะขาขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้เป็นจังหวะเหมาะสมที่จะแบ่งเงินบางส่วนมาซื้อดอลล่าร์เก็บไว้บ้าง(อ่านในบทความอันเก่าได้ที่ "แบ่งเงินออมมาเก็บดอลล่าร์กันดีกว่า http://pajareep.blogspot.com/2013/03/blog-post_25.html) มองว่าเงินบาทน่าจะอ่อนตัวได้ในอนาคต ไม่รู้ว่าจะอ่อนตอนไหน ต้องไปถามเฟดว่าจะออกนโยบาย exit strategy เมื่อไหร่ ดังนั้นจะต้องใช้เงินที่เหลือใช้พอสมควรที่จะนำมาเก็บดอลล่าร์ ถ้าไปกู้มาซื้อนี่ก็ตลกเกินไป ไม่แนะนำให้กู้เงินมาลงทุน

บางคนคิดว่าเรื่องของประเทศไซปรัสจะมาเกี่ยวอะไรกับประเทศไทย เกี่ยวข้องอะไรกับตนเอง เหตุเกิดคนละซีกโลกมันก็ไม่เกี่ยวข้องกับเราหรอก ไม่ต้องไปสนใจหรือเรียนรู้ให้เสียเวลา ณ ปัจจุบันงานก็ล้นมืออยู่แล้วจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น

ความรู้มันไม่มีวันหยุด ถ้าเราหยุดที่จะเรียนรู้ โลกของเราก็จะหยุดหมุน แต่โลกรอบๆตัวของเรายังคงหมุนต่อไป แล้วในอนาคตความรู้ของเราจะอยู่ตรงส่วนไหนของโลก วิกฤตการเงินของโลกก็เช่นกัน มันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เราไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ความเจ็บปวดจากอดีต เพื่อป้องกันไม่ใ้ห้เกิดเหตุการณ์นั้นอีกในอนาคต

เราแค่แบ่งช่วงเวลาของเราในแต่ละัวัน อาจจะเป็นวันละ 1- 2 ชั่วโมงเพื่อเปิดรับความรู้ใหม่ๆ ถ้าคิดไม่ออกว่าจะแบ่งเวลาตอนไหนก็อาจจะเริ่มจากดึงเวลามาจากหน้า Facebook, IG, Line ก่อนก็ได้ค่ะ วันๆนึงน่าจะได้สักครึ่งชั่วโมง เล่นให้น้อยลงเพื่อเปิดรับสิ่งอื่นๆให้มากขึ้น

ตัววัดความสำเร็จของความมั่งคั่ง คือ การเก็บรักษาความมั่งคั่งนั้นไม่ให้น้อยลงและให้เพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ แหล่งรักษาเงินของเราก็มีหลายแบบ เช่น เงินฝากธนาคาร ทองคำ อัญมณี หุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ เงินสกุลต่างประเทศ บ้านเช่า และอื่นๆที่ทำให้เงินของเรางอกเงยได้ เราหาเงินมาอย่างเหน็ดเหนื่อยแล้วทำไมเราไม่ให้เวลากับการศึกษาเพื่อเก็บรักษาเงินของเราด้วยหละจ๊ะ

มีคนเล่าให้ฟังถึงตอนวิกฤตปี 40 ยุคที่ต้มยำกุ้งสร้างความเจ็บแสบให้กับหลายๆท่าน มีนักธุรกิจท่่านหนึ่งมองแล้วว่าค่าเงินบาทของเราคงจะไม่แข็งค่าอีกต่อไป เพราะถูกโจมตีอย่างหนักและคงต้องอ่อนค่าในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อให้ความมั่งคั่งของสินทรัพย์และเสื่อมมูลค่าลงน้อยที่สุดจึงได้นำเงินบาทไปแลกเป็นดอลล่าร์เก็บไว้ คงไม่ต้องบอกว่าได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมาเท่าไหร่ อย่างน้อยความมั่งคั่งของเขาก็ยังคงอยู่ต่อไป เรากลับไปแก้ปัญหาไม่ได้ที่จะไปบอกว่าธนาคารจ๊ะอย่าปล่อยกู้มากๆแบบนี้ซิ เดี๋ยวก็เกิดการเก็งกำไรนะจ๊ะ ถ้าฟองสบู่แตกจะทำอย่างไร ส่วนอีกเรื่องที่เหตุเกิดที่อเมริการแล้วดังไปทั่วโลก คือ วิกฤตซับไพร์ม รอบนี้ค่าเงินบาทของเราไม่อ่อนแรงเท่าต้มยำกุ้ง แต่ก็ทำให้หลายธุรกิจเหนื่อยมากๆได้เช่นกัน เงินที่ไหลไปทั่วโลกถูกดึงกลับไปที่อเมริกา สินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ เช่น หุ้น ก็ตกลงอย่างมาก  เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว ถ้ามัวแต่ไปโทษกันหาคนรับผิดมันเปล่าประโยชน์ แค่มีสติแล้วหาวิธีการที่ดีที่สุดเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤตนั้นน่าจะดีที่สุด

เราเรียนรู้อะไรจากวิกฤตเหล่านี้บ้าง??

"ศึกษาแหล่งพักเงินใหม่ที่ได้รับผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อกันดีกว่าค่ะ"

ป้จจัยภายนอกเราคาดการณ์ไม่ได้ แต่เราสามารถตั้งป้อมที่สร้างจากการเรียนรู้ของเราขึ้นมาได้ การเริ่มต้นศึกษาแหล่งพักเงินเพื่อใช้ให้ตลอดรอดฝั่งถึงวัยชราควรเริ่มต้น ณ บัดนี้ อย่าให้คำว่า "ไม่มีเวลา" มีอิทธิพลเหนือชีวิตเรา

วิธีจุดประกายความมุ่งมั่น ..... เชื่อว่าทุกคนขี่จักรยานได้ ความรู้สึกตอนหัดขี่ครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้างค่ะ บางคนเริ่มจากมีล้อเพิ่มมา 2 ล้อที่ด้านหลังกลายเป็นจักรยาน 4 ล้อ แล้วก็ทำให้ 2 ล้อที่เพิ่มเข้ามานั้นสูงขึ้น เอาไว้เวลาเราจะล้มจะได้มีล้อมาพยุงตัวเองได้ สุดท้ายพอเรามั่นใจมากขึ้นก็ถอดล้อ 2 ล้อหลังให้กลายเป็นจักรยาน 2 ล้อเหมือนเดิม วิธีส่วนตัวที่ใช้ก็คล้ายๆแบบนี้ แต่มันไม่ค่อยทันใจก็ให้พ่อถอดล้อที่เพิ่มเข้ามาด้านหลังออก แล้วให้มาจับที่เบาะหลังดันเราไปข้างหน้า พอผลักให้เราวิ่งได้ระยะนึงก็ให้ปล่อยมือ ให้เราขี่จักรยานเอง จำได้ว่ารอบนั้นเลาะต้นกระถินแถวบ้านหายไปเป็นแถบๆ เข่าถะลอกนิดหน่อย แต่ก็ทำให้เราขี่จักรยานเป็น แล้วคุณหละค่ะยังจำความรู้สึกขี่จักรยานตอนเด็กๆเป็นอย่างไรบ้าง ให้นำความรู้สึกที่อยากจะเอาชนะตัวเองเพื่อให้ขี่จักรยานได้เป็นตัวจุดประกายให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ๆนะค่ะ การเอาชนะความไม่รู้ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร นอกจากตัวคุณเอง สู้ๆนะค่ะ

รู้ตัวเองว่า "ไม่รู้" แล้วอยากรู้
ดีกว่า
รู้ตัวเองว่า "รู้แล้ว" แล้วไม่อยากรู้

========================================================


ไซปรัส : ทางรอดในเกมส์การเมืองโลก
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

คลิปนี้แถมนะค่ะ เพื่อที่เราจะได้รู้ภาพรวมของเงินทั้งโลกว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร

หนี้โลกเอาไม่อยู่
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

แบ่งเงินออมมาเก็บดอลล่าร์กันดีกว่า


"เงินดอลล่าร์ยังคงมีค่า
 เพราะเรายังเชื่อมั่นว่ายังมีมูลค่า
แต่ถ้าวันนึงความเชื่อมั่นนั้นหายไป 
มันก็ไม่ต่างกับกระดาษชำระ"


เงินบาทแข็งค่า!!

ช่วงนี้พวกเราอาจจะได้ยินข่าวเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ทั้ง QE3 , BOJ ปั๊มเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  ถึงตอนนี้ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเงินพวกนั้นลงไปสู่ภาคการผลิตที่แท้จริงหรือไปอยู่ในภาคการเงิน(เพื่อเก็งกำไร) เพราะถ้าไปที่ภาคการผลิตที่แท้จริงก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืน มากกว่าเข้ามาเก็งกำไรในภาคการเงิน เพราะเงินที่เข้ามาส่วนนี้ก็จะเข้ามาแบบระยะสั้นๆ มาเก็งกำไรเพียงชั่วคราวให้ตลาดหวือหวาแล้วก็จากไป

ทำให้ประเทศเน้นการส่งออกอย่างไทยต้องปวดหัวเพราะรายได้จากค่าขายที่เป็นดอลล่าร์เมื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาทแล้วจะได้จำนวนน้อยลง

ตัวอย่าง ถ้าเราเป็นผู้ส่งออกได้เงินจากค่าขายสินค้า 10,000 ดอลล่าร์

ณ อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์
เมื่อนำเงินเข้าประเทศไทยแลกได้เป็นเงิน 30 x 10,000 = 300,000 บาท

ณ อัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์

เมื่อนำเงินเข้าประเทศไทยแลกได้เป็นเงิน 29 x 10,000 = 290,000 บาท

ดังนั้น ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าจาก 30 เป็น 29 แล้วหละก็จะขาดทุน

วิธีคิด 2 แบบ
A. หลังจากเปลี่ยนค่าเงินดอลล่าร์เป็นเงินบาทแล้วนำมาลบกัน 300,000 - 290,000 = 10,000 บาท
B. นำตัวเลขค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นมาลบกันแล้วมาคูณกับค่าขาย
     ==> 30 - 29 = 1  (ค่าเงินแข็งค่าขึ้น 1 บาท)
     ==> 1 x 10,000 = 10,000 บาท

สรุปว่า ขาดทุนจากค่าขายครั้งนี้ 10,000 บาท ( @ _ @ )!!

ทุกเหตุการณ์ก็ต้องมีผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์เสมอ จากเหตุการณ์เบื้องต้นเป็นส่วนของผู้ที่เสียประโยชน์ และผู้ที่ได้ประโยชน์หละ มีอะไรบ้างมาดูกัน

ผู้ส่งออก เสียประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเพราะเมื่อรับชำระค่าสินค้าเป็นสกุลเงินดอลล่าร์แล้วกลับมาเป็นเงินบาทได้น้อยลง ทำให้กำไรจากการขายได้น้อยลงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ผู้นำเข้า ได้ประโยชน์เพราะสามารถซื้อสินค้าในต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกลง โดยเฉพาะเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรลดต่ำลง

ผู้ที่เป็นหนี้ต่างประเทศ บริษัทหรือบุคคลที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศจะได้ประโยชน์เพราะจำนวนหนี้ลดลง ดังนั้นควรใช้จังหวะนี้รีบชำระหนี้ต่างประเทศ

ผู้ที่ต้องการขยายกิจการ บางบริษัทที่มีเงินสดถืออยู่มากและมีแผนที่จะรุกไปขยายงานที่ต่างประเทศ ก็ใช้ช่วงเวลาที่ค่าเงินแข็งค่าเก็บเงินตราต่างประเทศเพื่อไปซื้อบริษัทในประเทศที่ต้องการไปขยายงานก็ได้

ผู้ออมเงิน เราไม่ควรใส่ไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียวกัน เพราะถ้าตระกร้าหล่นไข่ก็แตกทั้งหมด เราควรจะใส่ไข่ไว้ในตระกร้าหลายๆใบ จึงอยากจะให้เงินตราต่างประเทศเป็นตระกร้าอีกใบหนึ่งที่เหมาะสมกับช่วงเวลาแบบนี้ (ถ้าคิดตามหลักการเงินตราต่างประเทศก็เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายการลงทุน)

ตัวอย่าง ถ้าเราต้องการแบ่งเงินออมมาลงทุน 100,000 บาท

ณ อัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์
จะสามารถแลกบาทเป็นดอลล่าร์ได้ 100,000 / 29 = 3,448 ดอลล่าร์

ณ อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์
จะสามารถแลกดอลล่าร์กลับเป็นบาทได้ 3,448 x 30 = 103,440 บาท

ดังนั้น ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าจาก 29 เป็น 30 แล้วหละก็จะได้กำไร
==> 103,440 - 100,000 = 3,440 บาท
==> 3,440/100,000 = 3.44%


ทำไมควรแบ่งเงินออมกระจายการลงทุนมาซื้อดอลล่าร์ในช่วงนี้ แนวโน้มค่าเงินอย่างไร และจะแข็งค่าต่อไปหรือไม่ ยิ่งเงินไหลเข้ามาแล้วตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างไร คำตอบอยู่ในกราฟข้างล่างนี้ค่ะ (ถ้าตัดเรื่องการแทรกแซงค่าเงินหรือมาตรการควบคุมเงินไหลเข้า)

ภาพที่ 1 กราฟค่าเงินบาทเทียบกับดอลล่าร์(IQXUSTB)
แนวโน้มมีการแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ เส้นแนวโน้ม EMA ทุกเส้นเรียงตัวเป็นขาลง ถ้า MACD อยู่ต่ำกว่าศูนย์ก็มองได้ว่ายังอยู่ในแดนแข็งค่าอย่างต่อเนื่้่อง อาจจะเริ่มซื้อทุกครั้งที่หลุดจากเส้นสีฟ้าลงไปก็ได้ค่ะ โดยจะเป็นลักษณะทะยอยซื้อ(เพราะไม่รู้ว่าจะแข็งค่าถึงตอนไหนก็ต้องเป็นลักษณะทะยอยเก็บค่ะ)

แล้วคำถามที่ตามมาคือ ถ้าเราเก็งกำไรแล้วจะขายดอลล่าร์เมื่อไหร่??

โดยส่วนตัวแล้วมองว่าน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 30 บาท หรือรอช่วงเวลาที่ FED ทำมาตรการ Exit Strategy (เป็นการวางแผนลดการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเงิน และลดการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อป้องไม่ให้เกิดเงินเฟ้อในอนาคต เพราะถ้าดึงสภาพคล่องออกจากระบบก็จะทำให้ อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้เม็ดเงินที่มาเก็งกำไรในตลาดหุ้นจะน้อยลง ดังนั้นเงินก็จะออกจากตลาดหุ้นไหลกลับไปประเทศที่อัดฉีดเงิน ดังนั้นค่าเงินของประเทศที่เงินทุนไหลออกนั้นก็จะปรับตัวอ่อนลง)

ภาพที่ 1 กราฟค่าเงินบาทเทียบกับดอลล่าร์(IQXUSTB)

ภาพที่ 2 หุ้นไทยเปรียบเทียบกับค่าเงินบาท 
จากวิกฤต 2008 ทำให้เรารู้ว่าเงินทั่วโลกมีความสัมพันธ์กัน เมื่อภาคการเงินที่อเมริกามีปัญหาก็จะต้องมีการดึงเงินที่ไปลงทุนทั่วโลกกลับอเมริกา ประเทศไทยก็มีส่วนที่เงินทุนไหลเข้ามาและไหลออกไปเหมือนกัน สังเกตได้จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในปี 2008 จนถึงวันนี้( 25 มี.ค. 2556) ก็มีการแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น แสดงว่ามีเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทยมากขึ้น

ภาพที่ 2 หุ้นไทยเปรียบเทียบกับค่าเงินบาท

ภาพที่ 3 PE เทียบกับ SET
ผลของค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้หุ้นมีการปรับตัวมากขึ้น PE ของ SET INDEX มีการปรับตัวมากขึ้นเช่นกัน ณ ตอนนี้ PE  อยู่ที่ 17.26 เท่า ในขณะที่ปีหุ้นลงอย่างรุนแรง PE โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 26 บ่งบอกได้ว่าถ้าใครถือหุ้นอยู่ช่วงนี้ก็ทนแข็งใจ Let Profit Run ไปก่อน แล้วค่อยไปทะยอยขายแถวๆที่ PE สูงกว่า 20 ขึ้นไปค่ะ (บางคนกังวลว่าหุ้นเราแพง หุ้นจะตกอย่างรวดเร็วเหลือพันจุดหรือว่าข่าวสารพัด ก็อาจจะส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนของเรา ดังนั้นเราควรค้นหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนการลงทุนดีกว่าค่ะ)

ภาพที่ 3 PE ของหุ้นเทียบกับหุ้น

ภาพที่ 4 PE หุ้นไทยขณะเกิดวิกฤต
ทุกเหตุการณ์ย่อมมีที่มา มีสัญญาณบอกเหตุถึงการเก็งกำไรที่มากเกินไป ก็เลยนำกราฟรายปีของหุ้นไทยว่าตอนเกิดวิกฤตนั้น PE ของไทยอยู่ที่เท่าไหร่กันบ้าง นำไปอ้างอิงเป็นจุดพีคของตลาดหุ้น ถ้าจะขายดอลล่าร์เพื่อทำกำไรอาจจะไปขายที่หุ้นไทย PE เฉลี่ยที่ 26 เท่าก็น่าจะได้นะค่ะ

ภาพที่ 4 PE หุ้นไทยขณะเกิดวิกฤต

การออมเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ได้มีแต่การฝากเงินสดไว้ในธนาคารเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เราต้องศึกษาข้อมูลด้านอื่นๆเพิ่มเติมด้วย มิฉะนั้นแล้วเงินที่เราตั้งใจทำงานเก็บเงินหามรุ่งหามค่ำมันจะไม่เหลืออะไรเพราะถูกเงินเฟ้อกัดกินไปจนหมด แบ่งเวลาเพื่อมาศึกษาการลงทุนเพื่อที่ว่าตอนเกษียณเราจะได้ให้เงินทำงานเป็นค่าใช้จ่ายตอนแทนเราได้ค่ะ

อัพเดทกราฟค่าเงินบาทในระยะรายเดือน (ณ วันนี้ 9 เมษายน 2556)


จากลักษณะกราฟแล้วค่าเงินบาทวิ่งในกรอบ 27.8610-30.7342 ค่ะ ดูเหมือนว่าจะแข็งค่่าอย่างต่อเนื่อง (การดูกราฟขึ้นอยู่กับแนวความคิดของแต่ละคนนะค่ะ ถ้าใครมีอะไรเพิ่มเติมสามารถเข้ามาแชร์กันได้ค่ะ)

กราฟค่าเงินบาท ณ วันที่ 3 มิ.ย. 56


จากกราฟแล้วค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างเป็นแนวโน้ม ถ้าเรากระจายการลงทุนมาเก็บดอลล่าร์ก่อนหน้านี้ก็อาจจะถือไว้ก่อนก็ได้ เพราะถ้ายังไม่หลุดแนวรับที่ 30 ก็น่าจะยังคงอ่อนค่าได้เรื่อยๆ ใครเป็นผู้นำเข้าสินค้าก็อาจจะต้อง Hedging ค่าเงินป้องกันค่าเงินอ่อนค่าไว้บ้างก็ดี

อัพเดทกราฟค่าเงินบาท ณ วันที่ 24 ธ.ค. 56


ค่าเงินบาทอ่่อนค่าอยู่ที่ 32.7480 สำหรับคนที่จะขายดอลล่าร์ก็อาจจะดูเป็นแนวโน้มว่าถ้าไม่ต่ำกว่า 32.40 ก็ถือไปก่อนก็ได้เพราะเป็นแนวโน้มที่อ่อนค่าได้อีก ในตลาดหุ้นฝรั่งยังคงขายต่อเนื่อง หุ้นก็ลงเป็นเรื่องปกติ 

เงินบาทยิ่งอ่อนค่าหุ้นยิ่งลง


ลองนำกราฟของหุ้นไทยเปรียบเทียบกับค่าิเงินบาทก็ทำให้รู้ว่า เมื่อใดที่ค่าเงินบาทกลับขึ้นมายืนได้ที่เส้นสีแดง (เส้น 200 วัน)ได้เมื่อไหร่หุ้นก็ีมีการปรับตัวลง อันนี้ก็เป็นเหตุผลเฉพาะบุคคลนะค่ะ ถ้ามีความคิดเห็นเพิ่มเติมก็สามารถมาแชร์กันได้ค่ะ

บทความน่าสนใจ


สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

ภาพรวมของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมี 5 แผน
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/5.html

ความสามารถของเรามีมูลค่าเท่าไหร่??
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

ประกันชีวิตหักลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ตอนที่ 1/2
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/09/200000-12.html

ลูกจะมีวินัยทางการเงินหรือไม่นั้นต้องเริ่มจากพ่อกับแม่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_4.html

บัตรเครดิตที่เราต้องรู้
 ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/07/blog-post.html


รู้อะไรไม่สู้ "รู้งี้" กับการวางแผนเกษียณ
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/06/blog-post.html

เราทำงานเพื่ออะไร 
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/05/blog-post_27.html

ต้นทุนชีวิต - มีมูลค่าเท่าไหร่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/05/blog-post.html

เงินฝากเขย่าโลก
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/04/blog-post_20.html





วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทิศทางการตลาดเพื่อดูแนวโน้มหุ้นแห่งอนาคต

พัฒนาการอีกระดับหนึ่งของอินเตอร์เน็ตที่ำทำให้เรารับรู้ข้อมูลข่าวสารมากมายได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส สิ่งสำคัญที่เราควรรู้ไม่ใช่การเสพข้อมูลทุกอย่าง(เพราะไม่มีทางที่จะอ่านได้หมด) แต่เราควรเลือกอ่านข้อมูลที่เราควรรู้มากกว่า

ตอนนี้ถ้าเราอยากรู้อะไรก็ถาม......

บางคนมีชื่อเสียงได้ในระยะเวลาอันสั้นจากการคลิก.....


สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้อะไร??

เรารู้ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การตัดสินใจซื้อสินค้าสักหนึ่งชิ้นไม่ต้องมาถามนักขายว่าสินค้านี้มีคุณสมบัติอย่างไร ราคาเท่าไหร่ มีโปรโมชั่นอะไรบ้าง ฯลฯ ข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลเชิงลึกลูกค้าสามารถหาข้อมูลเปรียบเทียบสินค้าได้เองจากเว็ปไซต์หรือคอมเม้นต่างๆซึ่งมีอิทธิพลมากต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า

สิ่งเหล่านี้เป็นวิกฤตของคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทองที่เราไม่ควรมองข้าม เรามองตรงนี้เป็นโอกาสในการสร้างอาชีพได้ไม่ยาก นับว่าเป็นพื้นที่โฆษณาที่เสียค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เพราะ้ถ้าลูกค้าชื่นชอบในสินค้าหรือบริการของเราก็จะมีการบอกต่อ เช่น เขียนแนะนำสินค้าเราใน Facebook ก็มีเพื่อนอีกหลายคนเห็นคอมเม้นนั้น และถ้าเพื่อนชอบเหมือนกันก็จะกด Like & Share โดยที่เราที่เป็นเจ้าของไม่ต้องทำอะไร นอกจากพัฒนาสินค้าหรือบริการนั้นให้ดีขึ้นเพื่อต้อนรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

เราลองคิดเล่นๆ(อาจจะเหมือน second life) ถ้าต่อไปหน้าร้านขายของอาจจะอยู่แต่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเดียวก็ได้ เสียค่าใช้จ่ายเพียงค่าเช่าโกดังใส่สินค้า  ถ้าเราอยากไปซื้อของร้านนั้นแต่อยู่ห่างไกลมากหรืออยู่คนละซีกโลก เราแค่คลิกก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชมร้านค้านั้นได้ ทำทุกอย่างได้เหมือนเราไปที่ร้านจริง(ที่ต่างประเทศสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านทางจอโทรทัศน์ได้แล้ว)

ลองจินตนาการว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ทางอินเตอร์เน็ต

การได้เดินหยิบดูของ สอบถามราคา ดูรายละเอียดสินค้า ดูคอมเม้นของคนที่เคยซื้อไปแล้ว ซื้อของ จ่ายเงิน ถ้ามีการแชร์ขอมูลสินค้าให้เพื่อนก็จะได้แต้มสะสมเพื่อใช้ลดราคาสินค้าในครั้งต่อไป และถ้าเพื่อนของเรานำข้อมูลที่เราแชร์ไปซื้อสินค้าในร้านเดียวกัน เราก็จะได้รับแต้มสะสมมากขึ้นเช่นกัน หลังจากนั้นของก็ส่งมาที่บ้านของเรา โดยที่เราสามารถดูการเดินทางของสินค้าได้ทาง RFID ที่ติดมากับสินค้าว่าตอนนี้เดินทางถึงที่ไหนแ้ล้วและจะมาถึงเราภายในกี่วัน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อว่าสินค้ากำลังเดินทางมา


"ในอนาคตการช้อปปิ้งก็อาจจะคล้ายแบบ  second life นี้ก็ได้"

มาถึงเรื่องหุ้นบ้างแล้วหละ 

ถ้าอนาคตประเทศเรามีการสื่อสารที่รวดเร็วมากขึ้น แค่คลิกเดียวเปลี่ยนหน้าเว็ปได้ในชั่วพริบตา(ไม่หมุนติ้วๆๆ ช้าเป็นหอยทากแบบบางระบบ) ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ทำไมเราถึงไม่ซื้อหุ้นที่เกี่ยวกับทิศทางการตลาดแบบนี้เก็บไว้ในพอร์ตของเราบ้างหละจ๊ะ ลักษณะนี้เป็นการเล่นหุ้นตามกระแสนิยมโดยมองถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ตัวอย่างหุ้นที่เกี่ยวกับการตลาด 3.0 น่าจะมีอะไรบ้าง

  • สื่อบันเทิง มีรายได้จากค่าโฆษณา ยิ่งกระแสการประมูลที่วีดิจิตอลมาด้วยแล้วก็จะยิ่งตอบรับข่าวล่วงหน้า 
  • มือถือ การขายสมาร์ทโฟน เหตุเพราะความนิยมของคนเริ่มเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือมากขึ้น ยอดขายก็ต้องมากขึ้นตามไปด้วย 
  • ผู้วางเครือข่าย (สายไฟเบอร์ออฟติก) เป็นสิ่งที่ขาดไ่ม่ได้เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เราเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา
  • ดาวเทียมดวงเดียวในตลาดหุ้นที่เริ่มรับรู้กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ดาวเทียมสามารถให้บริการเชื่อมโยงโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงบนเทคโนโลยีไวแมกซ์ซึ่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ที่โครงข่ายสื่อสารไม่เพียงพอหรือเข้าไม่ถึง (ไปดูกราฟแล้วก็ลุ้นว่าจะกลับไปที่ 40 บาทได้อีกครั้งตอนไหน เท่าที่รู้ตอนน้ำท่วมกรุงอยู่่ที่ราคาเกือบ 10 บาท ณ บัดนี้นี้ก็ 30 บาทละ)
==============================================================

ขอขอบคุณข้อมูลวีดีโอนี้จากกรุงเทพธุรกิจค่ะ
ตามรอยความคิดฟิลิป คอตเลอร์ กับ Marketing 3.0



อะไร ทำไม อย่างไร Marketing 3.0


บทความน่าสนใจ


แบ่งเงินออมมาเก็บดอลล่าร์กันดีกว่า
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/03/blog-post_25.html

แหล่งเก็บเงินที่ปลอดภัยนั้นไม่มีจริง!!
==> http://pajareep.blogspot.com/2013_04_01_archive.html

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทเรียนในความมืดกับการวางแผนการเงิน

"บทเรียนในความมืด" เป็นนิทรรศการที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมนี โดย ดร.อันเดรอัส ไฮเนอเกอ(Andreas Heinecke) โดยเป็นนิทรรศการที่ทดลองว่าถ้าหากเราสูญเสียอวัยวะในการมองเห็นแล้วจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร ซึ่งจะแบ่งเป็น 7 ห้องเรียนโดยใช้ประสาทสัมผัสแตกต่างกันออกไป ขณะนี้จัดแสดงอยู่ที่จามจุรีสแควร์ ชั้น 4 เปิดบริการตั้งแต่ 11.00 น. - 17.45 น.ซึ่งมีทุกๆ 15 นาที รอบละไม่เกิน 8 ท่าน โดยที่รอบละ 1.30 ชั่วโมงโดยประมาณ หรือสอบถามได้ที่ 02-1605356


วีดีโอแนะนำบทเรียนในความมืด



ความรู้สึกขณะที่อยู่ในห้องนั้น มันตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าข้างหน้ามันคืออะไร มองอะไรไม่เห็นจริงๆ มันมืดมาก โชคดีที่เราไม่กลัวความมืดมันเลยไม่เป็นอุปสรรค

สิ่งที่ทำได้ คือ ใช้มือขวาจับกำแพง ส่วนมือซ้ายจับไม้เท้าส่ายไปมาข้างหน้า เดินตามเสียงไกด์ที่เป็นคนตาบอด ตลอดการเดินทางก็จะเช็คจำนวนสมาชิกจากเสียงเรียกชื่อแต่ละคนว่ามากันครบรึยัง

เราเดินจับเสาไม้ไผ่ รั้วเหล็ก อันนี้พอตอบถูกเวลาไกด์ถามว่าอันนี้คืออะไร

แต่ถ้าเป็นใบไม้เริ่มยากละ ตอบไม่ถูกเลยสักต้นเดียว

ไกด์ถามว่านี่คืออะไรไปตลอดทาง เราจับรูปปั้นนานหลายนาทีก็ยังนึกไม่ออก ว่าเป็นรูปปั้นอะไร สรุปว่าเป็นรูปเด็กนั่งขัดสมาธิ

การเดินขึ้นและลงจากทางลาดชันจากการบอกของไกด์ว่า "ระวังนะครับเป็นทางลาดลง" "ต้องขึ้นบันไดหนึ่งขั้น" "เดินลงบันไดหนึ่งขั้น" เราเดินง่ายเพราะมีคนบอกอยู่ข้างหน้า แล้วถ้าเป็นคนตาบอดจริงๆเดินข้างนอกจะมีคนบอกเค้าแบบนี้ไหม??

ขอบคุณนิทรรศการดีๆแบบนี้ที่ทำให้คนตาดีเข้าใจคนพิการทางสายตามากขึ้น ขอบคุณน้องหนึ่งที่เป็นไกด์นำทางที่น่ารักมาก เรามาทราบภายหลังว่าน้องเค้าไม่ได้ตาบอดตั้งแต่กำเนิด มาตาบอดตอนอายุ 13 ปี เราคิดว่าน้องเค้าเก่งมากที่ผ่านช่วงนั้นมาได้ เพราะเด็กผู้ชายกำลังเล่นสนุกๆในวัยรุ่น อยู่ดีๆต้องมาเป็นแบบนี้มันคงที่สุดของชีวิตจริงๆ น้องเค้าบอกว่าก็ร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ต้องทำใจ จนตอนนี้น้องเค้าเรียนจบปริญญาตรีเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เค้าต้องการได้จากสังคมไม่ใช่การสงสารเค้า แต่ให้โอกาสเค้าในการเข้าทำงานเพื่อที่ว่าเค้าจะได้หาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้เหมือนคนอื่นๆทั่วไป

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น การไปสัมผัสด้วยตนเองจะทำให้เราเปิดโลกใบใหม่ ได้มุมมองใหม่ๆกลับมาอย่างแน่นอนค่ะ ต้องไปให้ได้นะคะ ^_^ //

บทเรียนในความมืดมาเกี่ยวอะไรกับการวางแผนการเงิน???

บทเรียนในความมืด มีไม้เท้าเป็นเครื่องช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา ทุกก้าวที่เดินต้องมีไม้เท้ายื่นส่ายไปมาข้างหน้า(แทนดวงตา)ดูว่าข้างหน้ามีอะไรกีดขวางหรือไม่ วัตถุที่อยู่ข้างหน้าเป็นอะไร ทางขึ้นสะพาน ทางลงสะพาน รั้วไม้ รั้วเหล็ก รั้วลวดหนาม พื้นถนน ทางลาดขึ้น ทางลาดลง สิ้นสุดมุมถนน ทางแยกไฟแดง หลุม ฯลฯ ไม้เท้าจะช่วยให้คนพิการทางสายตาเดินทางไปในที่ต่างๆปลอดภัยมากขึ้น

การวางแผนการเงิน เป็นเครื่องมือช่วยเหลือระบบการเงินของเรา ว่าหนทางข้างหน้าเราต้องประสบกับอะไรบ้าง เช่น เรามีเพื่อนคนนึง เค้าเบื่องานประจำก็คิดจะลาออก และคาดว่าจะนำเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนอนุพันธ์อย่างเดียว ได้ยินแค่นี้เราก็รู้อนาคตตั้งแต่ยังไม่เริ่มเล่นเลยด้วยซ้ำ ขนาดจะซื้อหุ้นที่ 1,000 จุดยังไม่กล้าซื้อ จะมาเล่นอนุพันธ์ตอน 1,500 จุด แล้วยังไม่มีเวลาเข้าฟังสัมมนา อ่านกราฟไม่คล่อง คิดแล้วเหนื่อยแทน อันนี้ก็เป็นความคิดด้านการลงทุนที่ค่อนข้างสุดโต่งเกินไป เราต้องมองภาพรวมของการวางแผนการเงินแต่ละด้านแล้วค่อยๆต่อจิ๊กซอร์ให้เป็นภาพของเราเอง เพื่อที่ว่าการวางแผนการเงิน(ไม้เท้าด้ามนี้)จะช่วยให้เราปลอดภัยตลอดการเดินทางจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ภาพรวมของการวางแผนการเงิน ดังนี้

1. อัตราส่วนทางการเงินส่วนบุคคล
  • การเงินส่วนบุคคล ตอน การวิเคราะห์สภาพคล่องส่วนบุคคล
          ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/01/blog-post_11.html
  • การเงินส่วนบุคคล ตอน การวิเคราะห์หนี้สิน
          ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/01/blog-post_28.html
  • การเงินส่วนบุคคล ตอน การวิเคราะห์การออมและการลงทุน
          ==> http://pajareep.blogspot.com/2013/02/blog-post.html

2. ความเสี่ยง คือ การปิดความเสี่ยงด้วยการทำประกันในด้านต่างๆ เช่น
  • ความเสี่ยงด้านชีวิตก็ปิดความเสี่ยงด้วยการทำประกันชีวิต 
  • ความเสี่ยงด้านทรัพย์สินก็ปิดความเสี่ยงด้านการประกันวินาศภัย 
  • ความเสี่ยงด้านการศึกษา อาจจะเก็บสะสมเงินไว้ในรูปแบบของการทำประกันชีวิตโดยการทำทุนประกันไว้เท่ากับจำนวนเงินที่ต้องการเตรียมเพื่อการศึกษาให้บุตร ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝันกับตัวเรา เงินส่วนนั้นก็จะเข้ามาทำหน้าที่ส่งบุตรของเราเรียนจบตามที่ตั้งใจไว้
3. การลงทุน คือ การออมเงินในรูปแบบของสินทรัพย์ต่างๆ เว็ปไซต์เพื่อการศึกษาที่ควรเข้าติดตาม คือ
http://www.tsi-thailand.org/index.php

4. การวางแผนภาษี คือ การใช้สิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนเพื่อให้เราประหยัดภา๊ษีมากที่สุด ในเว็ปไซต์ของ TSI มีบทความน่าอ่านเยอะมาก มีบทความหนึ่งที่กล่าวเรื่อง เครดิตภาษีเงินปันผล....ผลประโยชน์ที่ถูกลืม http://www.tsi-thailand.org/images/stories/TSI2012_Investor/Articles/TSI-Article_Inv_EQ_109.pdf

5. การวางแผนเกษียณ คือ การรักษาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงหลังเกษียณให้เหมือนกับช่วงก่อนการเกษียณ ทั้งนี้ต้องมีรายได้ในวัยเกษียณให้เพียงพอในการดำรงชีวิตเพื่อไม่เป็นภาระของลูกหลาน

ุ6. การวางแผนมรดก คือ การมอบทรัพย์สินเหล่านั้นไปให้แก่บุคคลที่เราต้องการ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากที่เราเสียชีวิตแล้ว ปัญหานี้เกิดขึ้นกับญาติของตนเอง(น้าชาย)ซึ่งถูกรถชนเสียชีวิตอย่างกระทันหัน เงินกองทุนที่ระบุชื่อผู้รับมอบเป็นชื่อของมารดา แทนที่มารดาจะได้รับเงินกองทุนส่วนนั้นเต็มจำนวนกลับถูกภรรยาฟ้องร้องขอส่วนแบ่งด้วย บ้านและรถยนต์ที่เป็นชื่อของน้าชายซึ่งซื้อมาก่อนการแต่งงานก็ถูกภรรยายึดไปซะงั้น สุดท้ายเรื่องก็จบลงที่ศาล คุ้มรึเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าเสียความรู้สึกกับอดีตภรรยางกสมบัติคนนั้นจริงๆ

การเปรียบเทียบช่วงเวลาเริ่มเก็บเงินกับช่วงเวลาใช้เงิน


วิธีการดูโดยแบ่งไว้ด้วยสีฟ้าจะเป็นช่วงเริ่มการออม และสีเขียวจะเป็นช่วงเวลาหลังเกษียณ ปกติตัวเลขคาดการณ์ค่าเฉลี่ยอายุคนไทย พ.ศ.2563 - พ.ศ.2568 คือ เพศหญิงจะมีอายุเฉลี่ย 80.25 ปี เพศชายจะมีอายุเฉลี่ย 74.72 ปี แต่ในที่นี่คาดว่าการแพทย์เจริญก้าวหน้า คนอายุยืนขึ้นเลยให้เผื่ออายุออกไปเป็น 90 ปี เก็บเงินไว้เกินดีกว่าขาดนะค่ะ
  • ถ้าเราออมเงินตั้งแต่อายุ 25 ปีจนถึงก่อนเกษียณที่ 60 ปี เราจะมีเวลาออมเงิน 35 ปี เพื่อไว้ใช้หลังเกษียณ 30 ปี สีฟ้าจะยาวกว่าสีเขียว จะเห็นได้ว่าเรามีเวลาเก็บเงินมากกว่าช่วงเวลาใช้เงิน
  • ถ้าเราออมเงินตั้งแต่อายุ 40 ปี จนถึงก่อนเกษียณที่ 60 ปี เราจะมีเวลาออมเงิน 20 ปี เพื่อไว้ใช้หลังเกษียณ 30 ปี สีฟ้าสั้นกว่าสีเขียว จะเห็นได้ว่าเรามีเวลาเก็บเงินน้อยกว่าช่วงเวลาใช้เงิน ดังนั้นถ้ามาเริ่มช่วงนี้อาจจะต้องออมเงินต่อเดือนในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อจะได้เพียงพอหลังเกษียณ 

บทความน่าสนใจ

สร้างแรงบันดาลใจเป็นตัวเลข
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/10/blog-post_28.html

ลูกจะมีวินัยทางการเงินหรือไม่นั้นต้องเริ่มจากพ่อกับแม่
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/08/blog-post_4.html

รู้อะไรไม่สู้ "รู้งี้" กับการวางแผนเกษียณ
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/06/blog-post.html

แบ่งเงินออมมาเก็บดอลล่าร์กันดีกว่า
==> http://pajareep.blogspot.com/2013/03/blog-post_25.html

ทิศทางการตลาดเพื่อดูแนวโน้มหุ้นแห่งอนาคต

แหล่งเก็บเงินที่ปลอดภัยนั้นไม่มีจริง!!
==> http://pajareep.blogspot.com/2013_04_01_archive.html